Home > ข่าวการศึกษา > ฟังเสียง

ฟังเสียง

October 9, 2014

j6d57e7fbebf6b888fa9a.jpg

หลังมีการตีแผ่ปัญหาของผู้แสวงบุญ หรือ “ฮุจญาต” จากประเทศไทยที่เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ณ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ทั้งเรื่องที่พักไม่ได้มาตรฐาน อาหารไม่เพียงพอ และการเดินทางไปประกอบพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ตามหลักศาสนาไม่ได้รับความสะดวกสบายเท่าที่ควร ทั้งๆ ที่ผู้แสวงบุญทั่วไปต้องจ่ายเงินให้บริษัทผู้ประกอบกิจการฮัจญ์ หรือ “แซะห์” รายละ 180,000-200,000 บาท

ขณะที่ผู้แสวงบุญในโครงการส่งเสริมคนดีมีคุณธรรมไปประกอบพิธีฮัจญ์ของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ก็พบปัญหาคล้ายคลึงกันนั้น

ปรากฏว่า ล่าสุดเมื่อวันเสาร์ที่ 20 กันยายน ที่ผ่านมา นายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการ ศอ.บต. ได้เดินทางไปยังเมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย เพื่อ เยี่ยมเยียนผู้แสวงบุญในโครงการของ ศอ.บต. พร้อมทั้งชี้แจงถึงปัญหาเรื่องที่พัก อาหาร และปัญหาการได้รับวีซ่าล่าช้า โดยเฉพาะปัญหาวีซ่า นายภาณุยืนยันว่า ไม่ได้เกิดปัญหาเพียงประเทศไทยประเทศเดียว

“ศอ.บต.ได้จัดให้มีรายการวิทยุและโทรทัศน์สายสัมพันธ์ฮัจญ์ ศอ.บต. เพื่อให้ญาติพี่น้องของผู้แสวงบุญได้รับทราบความเคลื่อนไหวและความเป็นอยู่ของผู้แสวงบุญเป็นประจำทุกวัน เมื่อกลับไปจะจัดตั้งชมรมคนสมบูรณ์ เป็นการรวมกลุ่มกันของผู้ที่กลับจากประกอบพิธีฮัจญ์ เพื่อสร้างแบบอย่างที่ดี นำคุณค่าที่ได้รับจากฮัจญ์ไปช่วยกันกันพัฒนาพื้นที่ต่อไป” เลขาธิการ ศอ.บต.กล่าว

เป็นที่น่าสังเกตว่า เดิมนายภาณุมีกำหนดการเดินทางไปเยี่ยมผู้แสวงบุญในวันที่ 27 กันยายน แต่กลับเดินหน้าไปก่อนกำหนด หลังมีการนำเสนอข่าวปัญหาของฮุจญาตจากประเทศไทย

ทั้งนี้ ปัญหาของผู้แสวงบุญไม่ได้มีเฉพาะเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ระหว่างปฏิบัติศาสนกิจที่ซาอุฯ เท่านั้น ทว่ายังมีปัญหาที่แก้ไม่ตกคือ เรื่อง “วีซ่า” ซึ่งบางแง่มุมโยงไปถึงผู้ประกอบกิจการฮัจญ์ หรือ “แซะห์” ด้วย

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (19 ก.ย.) มีหนังสือจากกรมการศาสนาส่งถึงผู้ประกอบกิจการฮัจญ์ ระบุว่า มีผู้ที่ต้องการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ซึ่งได้ลงทะเบียนไว้กับกรมการศาสนาแล้ว แต่ยังไม่ได้รับวีซ่าจำนวน 452 คน โดยกรมการศาสนาได้รับการประสานจากสถานกงสุลใหญ่ซาอุดีอาระเบีย ได้รับแจ้งว่า มีผู้ประกอบกิจการฮัจญ์ลงทะเบียนขอวีซ่าเกินจำนวนที่ได้รับการจัดสรรจากคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิของผู้แสวงบุญที่ได้รับสิทธิในปีนี้ และเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

หนังสือดังกล่าวระบุด้วยว่า กรมการศาสนาจึงขอความร่วมมือจากผู้ประกอบกิจการฮัจญ์ตรวจสอบรายชื่อผู้แสวงบุญที่ได้บันทึกข้อมูลไว้เกินกว่าที่ได้รับการจัดสรรจากคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์ฯ และขอให้ดำเนินการยกเลิกรายชื่อในระบบการลงทะเบียนขอวีซ่าทันที ภายในวันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน เพื่อสถานกงสุลซาอุดีอาระเบียจะได้ดำเนินการออกวีซ่าให้แก่ผู้ได้รับสิทธิไปประกอบพิธีฮัจญ์ต่อไป หากผู้ประกอบการรายใดฝ่าฝืน ทางกรมการศาสนาจะดำเนินการตามกฎหมาย

แหล่งข่าวจากบุคคลในแวดวงผู้ประกอบกิจการฮัจญ์ ระบุว่า ปัญหาผู้แสวงบุญตกค้างมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้ประกอบการ หรือ “แซะห์” ส่งชื่อผู้แสวงบุญเพื่อขอวีซ่าเกินกว่าโควตาที่กำหนด บางรายเมื่อส่งชื่อไปแล้วก็นำหลักฐานการส่งชื่อไปเก็บเงินจากผู้แสวงบุญทันที ทั้งๆ ที่ยังไม่แน่ว่าจะได้วีซ่าเดินทางหรือไม่ และเมื่อสุดท้ายไม่ได้รับวีซ่า แซะห์บางรายก็ไม่ยอมคืนเงิน อ้างว่าเพื่อจองโควตาในปีต่อๆ ไป ทำให้ผู้แสวงบุญบางคนต้องรอ 2-3 ปี กว่าจะได้เดินทาง บางคนชื่อตกหล่น ไม่ได้ไปเลยก็มี

ข้อมูลล่าสุด ณ วันจันทร์ที่ 22 กันยายน เจ้าหน้าที่ ศอ.บต.ยืนยันว่า ยังมีผู้แสวงบุญตกค้างอยู่อีก แต่ไม่สามารถตรวจสอบจำนวนที่แน่นอนได้ เพราะตัวเลขอยู่ที่สถานกงสุลใหญ่ซาอุดีอาระเบีย ขณะที่ทางการซาอุฯ ประกาศปิดสนามบินเจดดาห์ในวันที่ 29 กันยายน ซึ่งถือเป็นวันสุดท้ายสำหรับการเดินทางของผู้แสวงบุญที่ต้องการประกอบพิธีฮัจญ์ในปีนี้

นายมุหรอด ใบสะมะอุ นายกสมาคมผู้ประกอบกิจการฮัจญ์ภาคใต้ กล่าวถึงปัญหาของผู้แสวงบุญว่า ยอมรับว่าที่พักของผู้แสวงบุญยังไม่ได้มาตรฐาน ดูจากสภาพที่อยู่ก็รู้สึกไม่ค่อยดีที่ต้องอยู่กันอย่างนั้น ขณะที่ยังมีผู้แสวงบุญตกค้างอยู่ที่เมืองไทย เพราะไม่ได้วีซ่าอีกราวๆ 200 คน ทางสมาคมกำลังประสานเพื่อให้ความช่วยเหลือ

“ปีนี้มีปัญหาอยู่ที่ทางการซาอุฯ เปลี่ยนระบบการออกวีซ่าให้ทันสมัยมากขึ้น ใช้ระบบบาร์โค้ด ทำให้คอมพิวเตอร์ไม่อ่านข้อมูลของพาสปอร์ต (หนังสือเดินทาง) แบบเก่าที่ยังไม่มีบาร์โค้ด”

นายมุหรอด บอกอีกว่า ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะที่เกิดจากผู้ประกอบกิจการฮัจญ์ ทางสมาคมไม่มีอำนาจอะไรมาก หากพบว่าบริษัทไหนมีปัญหา อย่างเรื่องที่พักหรืออาหารการกิน ก็ทำได้แค่ตักเตือน ยังไม่มีมาตรการอะไรมากกว่านั้น ซึ่งก็พบว่าปัญหามีอยู่จริง

“บางมุมก็เห็นใจผู้ประกอบการเหมือนกัน เพราะว่าการเช่าเหมาลำเครื่องบิน เช่าที่พักที่มาดีนะห์ (เมืองที่ผู้แสวงบุญต้องไปประกอบพิธีนอกเหนือจากที่เมืองเมกกะ) บางทีก็ต้องเช่าก่อนวีซ่าผู้แสวงบุญออกมา เมื่อวีซ่าออกช้า หรือไม่ออก ก็ทำให้มีปัญหา จองทิ้งจองเกินก็มี ซึ่งคิดเป็นจำนวนเงินก็มากอยู่เหมือนกัน ทำให้ผู้ประกอบการบางรายต้องใช้วิธีไม่เช่าเหมาลำเครื่องบิน แต่ให้บินต่อ 2-3 ต่อ จึงจะถึงสนามบินเจดดาห์”

“ส่วนเรื่องที่พัก เมื่อจองแล้วจะเลื่อนหรือเปลี่ยนไม่ได้เลย หากวีซ่าออกช้าจะกระทบทันที เพราะการเช่าที่พักในฤดูกาลฮัจญ์ จะทำสัญญาแบบเหมาว่าจะอยู่กี่วัน อย่างที่มาดีนะห์ ปกติฮุจญาตต้องอยู่ 8 วัน เพื่อละหมาดให้ครบตามศาสนบัญญัติ แต่เมื่อวีซ่าออกช้า ผู้แสวงบุญก็จะอยู่ไม่ครบ 8 วัน แต่ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบทั้งหมด นี่ก็เป็นปัญหาของผู้ประกอบการ”

นายมุหรอด ยังเรียกร้องให้ “อะมีรุ้ลฮัจญ์” หรือผู้นำสูงสุดในกิจการฮัจญ์ (มีหน้าที่อำนวยความสะดวกและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับฮัจญ์) เพิ่มกลไกการตรวจสอบปัญหาของผู้แสวงบุญให้มากกว่าปัจจุบัน เพราะมีกรรมการปีหนึ่งๆ หลายสิบคน เพื่อไม่ให้ปัญหาลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกทุกปี

ด้านผู้ประกอบกิจการฮัจญ์รายหนึ่ง (ขอสงวนนาม) กล่าวว่า ปัญหาของผู้แสวงบุญค่อนข้างซับซ้อน เพราะแซะห์บางรายไม่ได้มีบริษัทเป็นของตนเอง เรียกว่าไม่ใช่ผู้ประกอบการจริงก็ได้ แต่มีการทำระบบนายหน้า ให้เพื่อนหรือญาติพี่น้องไประดมหาผู้แสวงบุญ เช่น หากหาได้ครบ 10 คน ตัวคนที่เป็นนายหน้าและภรรยาจะได้ไปทำฮัจญ์ฟรี ทำให้ผู้ประกอบการต้องลดต้นทุนลงให้มากที่สุดเพื่อให้นายหน้าได้ไปฟรี

ขณะที่นายหน้าบางรายก็ทำในลักษณะเป็นผู้ประกอบกิจการเองเลย ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียน และปัญหาก็เกิดจากนายหน้ากลุ่มนี้มากกว่าแซะห์จริงๆ …………………………………….. (หมายเหตุ : ฟังเสียง‘แซะห์’แจงปัญหาฮัจญ์ ศอ.บต.รุดเยี่ยม‘ผู้แสวงบุญ’)

วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน 2557

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: