Home > ข่าวการศึกษา > อธิการบดีปทุมวันลั่น!

อธิการบดีปทุมวันลั่น!

October 14, 2014

9bae5agfgb7ig7ig7ba95.jpg

เป็นกระแสร้อนตลอดเกือบ 2 สัปดาห์ ที่ผ่านมา สำหรับข่าว “ย้าย-ไม่ย้าย” สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ที่ทำเอา รศ.ดร.ปัญญา มินยง อธิการบดี ถึงกับนั่งไม่ติด ต้องเร่งเดินสายชี้แจงทำความเข้าใจ ตั้งแต่ศิษย์ปัจจุบัน ศิษย์เก่า คณาจารย์ ผู้บริหารสถาบัน ตลอดจนถึงผู้บังคับบัญชาในสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กันยกใหญ่เลยทีเดียว

จากการชี้แจงพร้อมคำยืนยันหนักแน่นว่า ไม่มีการย้ายสถาบัน มีแต่จะขยายไปเปิดวิทยาเขตใหม่ที่ จ.พิจิตร ทำให้ข่าวทำท่าจะเงียบลง แต่แล้วก็กลับปะทุขึ้นมาเป็นกระแสอีกครั้ง เมื่อศิษย์เก่าของสถาบันพากันแต่งดำประท้วงการบริหารงานของ รศ.ดร.ปัญญา พร้อมยื่นคำขาดให้ลาออกจากตำแหน่งภายใน 3 วัน

แม้บทสัมภาษณ์ รศ.ดร.ปัญญา จะมีขึ้นก่อนเกิดกระแสกดดันจากศิษย์เก่าเที่ยวล่าสุด แต่ก็เป็นประเด็นร้อนๆ ที่สถาบันกำลังเผชิญอยู่เช่นเดียวกัน ซึ่งเจ้าตัวยืนยันอย่างหนักแน่นว่า กระแสข่าวที่เกิดขึ้นน่าจะมีสาเหตุการ “สื่อสารผิดพลาด” จนทำให้เกิดความเข้าใจผิด พร้อมกับย้ำว่า สถาบันเทคโนโลยีปทุมวันมีแต่จะ “ขยาย” ไม่มี “ย้าย” หรือ “ยุบ” อย่างแน่นอน O ที่มาที่ไปของกระแสข่าวย้ายสถาบันเป็นอย่างไร?

ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือ ในวันนั้น (2 ต.ค.) ผมและทีมงานได้เข้าไปพบท่านรัฐมนตรี (พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ) เพื่อรายงานเรื่องนักศึกษาที่ถูกทำร้าย และก่อนจะเลิกประชุม ผมเป็นคนเสนอรายงานต่อ พล.ร.อ.ณรงค์ว่า ตอนนี้ทางสถาบันมีที่ดินอยู่ที่ จ.พิจิตร จึงมีความต้องการที่จะขยายวิทยาเขตเพิ่มเติม จึงอยากขอการสนับสนุนงบประมาณ ก็เท่านั้นเอง

การที่สถาบันแห่งใดแห่งหนึ่งจะย้ายสถาบันหรือขยายวิทยาเขตไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ต้องมีการศึกษาและมีการเสนออีกหลายขั้นตอน ต้องขอย้ำว่า เราเพียงต้องการขยาย ซึ่งในที่ประชุมตอนนั้นก็เห็นด้วย และน่าจะทำให้เป็นโมเดลสำหรับสถาบันอื่นในสายอาชีวะ

O เป็นความต้องการของอาจารย์ด้วยหรือไม่ที่จะทำการขยายวิทยาเขต?

ต้องเรียนว่า ที่ดินที่ จ.พิจิตรนั้น สถาบันได้รับบริจาคจากธนาคารไทยพาณิชย์ มีประมาณ 3-4 แปลง ต่อมาสภาสถาบันได้ให้นโยบายกับฝ่ายบริหาร ว่า ให้ไปศึกษาความเป็นไปได้ของแต่ละพื้นที่ว่าใช้งานอะไรได้บ้าง

ก่อนหน้านี้เราได้เริ่มการขยายวิทยาเขตไปที่ จ.กาญจนบุรี เพราะเป็นพื้นที่ใกล้กับท่าเรือทวาย (โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมทวาย ประเทศพม่า) จึงของบประมาณทำการวิจัยจากสภาสถาบัน โดยที่ จ.กาญจนบุรี ได้วางแนวคิดว่า จะใช้เป็นฐานการผลิตนักศึกษาป้อนตามความต้องการของตลาด

ต่อมาเมื่อการวิจัยตรงนั้นเสร็จสิ้น ก็มีที่ดินที่ จ.พิจิตร เข้ามา ทางสภาสถาบันจึงรับหลักการ และไปตรวจสอบที่ดิน แล้วมีความเห็นตรงกันว่า ที่ดินใน จ.พิจิตร มีความเป็นไปได้ในการขยายวิทยาเขต จึงให้ฝ่ายบริหารสานงานต่อ หลังจากนั้นผมก็ไปเซ็นเอ็มโอยูกับทางจังหวัดพิจิตร เพราะที่ดินในการทำวิทยาเขตเป็นที่ดินของราชพัสดุ

หลังจากนั้นสภาสถาบันก็เห็นชอบให้จัดตั้งวิทยาเขตเป็นหน่วยงานภายใน และมีมติเห็นชอบในการจัดตั้งวิทยาเขตกาญจนบุรีกับพิจิตรเป็นหน่วยงานภายในของสถาบัน ตอนนี้อยู่ในขั้นเตรียมและรวบรวมเอกสารเพื่อนำเสนอต่อ สกอ. เพื่อให้ทาง สกอ.พิจารณาและมีความเห็นก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

เรื่องทั้งหมดบังเอิญในวันที่ไปรายงานเรื่องนักเรียนตีกันนั้น ก็นำเอกสารเรื่องการขยายวิทยาเขตติดไปด้วย และได้มอบให้ท่านรัฐมนตรีไป จริงๆ แล้วก็ต้องบอกว่าตัวเองก็สื่อสารผิดพลาดเรื่องที่มาที่ไป เมื่อเสนอเสร็จก็ไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อ เพราะต้องรีบไปงานศพลูกน้องที่ทางสถาบันเป็นเจ้าภาพในต่างจังหวัด แต่มาถึงเช้าอีกวันก็กลายเป็นข่าวหน้า 1 ตามที่เห็นกัน

O การขยายวิทยาเขตตรงนี้มีผลดีอย่างไร?

จริงๆ ก็เหมือนสถาบันอุดมศึกษาทั่วไป เป็นการขยายฐานเพิ่มแค่นั้นเอง

O แล้วจะมีการขยับขยายสถาบันหลักตรงปทุมวันอีกหรือไม่?

ความเป็นจริงตรงที่อยู่ปทุมวันนั้น ขยายไม่ได้อยู่แล้ว เพราะพื้นที่จำกัด

O กระแสศิษย์เก่าที่คัดค้านเรื่องนี้เป็นอย่างไร

ได้พูดคุยไปบ้างแล้ว ได้เชิญศิษย์เก่าจำนวนหนึ่งมาพูดคุยกันเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ที่ผ่านมา แล้วก็ทำความเข้าใจกันว่า ผมเองก็เป็นศิษย์เก่า ก็รักบ้านเหมือนกัน ไม่มีใครอยากย้าย เพราะทุกคนรักที่นี่เหมือนกัน ก็ทำความเข้าใจไป และยืนยันว่า ไม่มีแนวคิดที่จะย้ายอย่างแน่นอน

O มีปัจจัยในเรื่องนักศึกษาทะเลาะวิวาทเข้ามามีผลต่อการตัดสินใจสร้างวิทยาเขตเพิ่มหรือไม่?

ส่วนตัวคิดว่า เป็นผลพลอยได้มากกว่า จริงๆ แล้วในปัจจุบันนี้ทางสถาบันมีนโยบายที่ชัดเจนอยู่แล้วในการป้องกันและแก้ไขปัญหานักเรียนตีกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่า ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ไม่มีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น แต่เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง ที่นักศึกษาของสถาบันถูกทำร้าย อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่า มาตรการที่ทำอยู่นี้มาถูกทาง จึงไม่จำเป็นต้องหนีใคร

O นโยบายของสถาบันในการแก้ไขปัญหานักเรียนตีกันมีอะไรบ้าง?

มาตรการแก้ปัญหานี้ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน สภาสถาบันดูแลฝ่ายบริหาร และให้แจ้งผลให้รัฐมนตรีทราบเป็นระยะ จนมาถึงปัจจุบันมาตรการก็ยังคงเดิม โดยดูแลกลุ่มเสี่ยงต่างๆ ดูแลการเข้าออกของนักศึกษา ตรวจอาวุธ และเวลาการเข้าเรียนและหลังเลิกเรียน เราก็ให้เลิกเรียนเร็วขึ้น เพราะรู้ว่าเวลาที่เป็นช่วงอันตรายคือช่วงไหน และขอความอนุเคราะห์จากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมาช่วยเฝ้าระวังปัญหาที่จะเกิดขึ้น

นอกจากนั้นก็ขอความร่วมมือจากผู้ปกครองว่า ลูกออกมาแล้วก็ให้แจ้งที่ฝ่ายเลขานุการว่าลูกออกจากบ้านมาแล้ว เมื่อมาถึงสถาบันก็แจ้งกลับไปบอกผู้ปกครองว่า นักศึกษามาถึงแล้ว เราทำถึงขนาดนั้น

O มองอย่างไรกับมาตรการที่นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.สั่งคุมเข้มสถาบันอาชีวะ?

ต้องขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้ความใส่ใจ อย่างไรก็ตาม ทางสถาบันเองก็มีมาตรการที่เข้มงวดอยู่แล้ว มั่นใจว่าจะสามารถตอบสนองนโยบายได้อย่างแน่นอน และคงไม่มีการเพิ่มมาตรการใดๆ เพราะเราใช้วินัยนักศึกษาอย่างเข้มข้น คือเรามีกฎระเบียบที่เข้มงวด มีการพูดคุยกับนักศึกษา โดยย้ำเสมอว่า การเป็นนักศึกษาก็เพื่อศึกษาหาความรู้เพื่อนำไปประกอบอาชีพ อย่าเอาอนาคตมาเสี่ยง ส่วนวินัยนักศึกษาของเราก็เริ่มจากเบาไปหาหนัก เริ่มจากภาคทัณฑ์ พักการเรียน ไปจนถึงไล่ออก ในกรณีมีอาวุธก็ตั้งกรรมการสอบ แต่ก็ดูด้วยว่าเป็นอาวุธอะไร

O สำหรับยาแรงที่รัฐใช้ปรามเหตุการยกพวกตีกัน ส่วนตัวมองว่าเป็นอย่างไร?

จริงๆ แล้วมันเป็นปัญหาของวัยรุ่น เมื่อก่อนก็ตีกัน และไม่จำเป็นต้องเป็นเด็กอาชีวะ เด็กขาสั้นก็ตีกัน แต่ปัจจุบันนี้สื่อรวดเร็ว โซเชียลมีเดียแรง ขณะที่อาวุธก็หาง่ายขึ้น จากที่เคยชกต่อยกัน ก็เปลี่ยนมาเป็นการทำร้ายกันถึงชีวิต

O บทบาทของศิษย์เก่าต่อสถาบันเป็นอย่างไร?

ก็พูดคุยกับพวกเขาว่า รุ่นพี่ต้องช่วยกัน พูดคุยแนะนำทางที่ดีให้แก่น้องๆ ก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ตรงนี้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้สามารถป้องกันเหตุได้ เพราะเราให้เหตุผลกับน้องๆ ว่า ตอนนี้เราเป็นสถาบันอุดมศึกษาแล้ว เขา (รุ่นพี่) ก็มาช่วยกัน เพราะพี่ๆ เขาก็ห่วงสถาบัน

O มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับการนำนักเรียนนักศึกษาที่มีปัญหาเข้าฝึกอบรมในค่ายทหาร?

คิดว่าดีนะ แต่ต้องทำให้ต่อเนื่อง แล้วถ้าผู้บังคับบัญชาสั่งมาเราก็ทำได้ เราก็มีเข้าค่ายอยู่แล้ว ปีหนึ่งเข้ามาเราก็จัดเข้าค่ายปฐมนิเทศ ไปกันที่โรงเรียนนายร้อย จปร. นครนายก ซึ่งก็ได้รับความกรุณาช่วยฝึก ประมาณ 5 วัน ฝึกระเบียบวินัย และเราก็มีกิจกรรมเสริมอีก เป็นกิจกรรมต้นกล้าแห่งความหวัง เป็นกิจกรรมเกี่ยวกับจิตอาสา ………………………………….. (หมายเหตุ : อธิการบดีปทุมวันลั่น!‘มีแต่จะขยาย ไม่มีย้ายแน่นอน’ : สัมภาษณ์พิเศษ โดยวิศิษฏ์ ชวนพิพัฒน์พงศ์)

วันอังคารที่ 14 ตุลาคม 2557

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: