Home > ข่าวการศึกษา > สปสช.บริหารบัตรทองโปร่งใส!

สปสช.บริหารบัตรทองโปร่งใส!

March 19, 2015

“สปสช.” ยันบริหารกองทุนบัตรทองโปร่งใส-มีธรรมาภิบาล แจง 5 ข้อกล่าวหา ป.ป.ท.สอบ ยันไม่มีเงินค้างท่อ มั่นใจจากนี้ประสานงานกับ สธ.ราบรื่น

akjcd8b7gdebb6cjdd8kf.jpg

19 มี.ค. 58 ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พร้อมทีมผู้บริหาร สปสช.แถลงข่าว ข้อเท็จจริงการบริหารจัดการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่า ขอชี้แจงใน 3 ประเด็น คือ ประเด็นที่ 1 เรื่องการกล่าวหาการบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่โปร่งใส ไม่มีธรรมาภิบาลนั้น ไม่เป็นความจริง สปสช.บริหารจัดการอย่างโปร่งใสมีธรรมาภิบาล ซึ่งธรรมาภิบาลมี 6 เรื่อง ได้แก่ คุณธรรม นิติธรรม ได้มีการทำตามกฎหมายที่ พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 กำหนดไว้ชัดเจน เรื่องความโปร่งใสก็จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์การบริหารในแต่ละปี โดยคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ก่อนจะออกเป็นประกาศ และจัดทำเป็นคู่มือแจกจ่ายไปหน่วยบริการทั่วประเทศ เรื่องการมีส่วนร่วมก็ได้เปิดกว้างให้บอร์ดมาจากทุกภาคส่วน เรื่องความรับผิดชอบ มีการบริการให้ประชาชนเข้าถึงบริการ และช่วยเหลือเบื้องต้นกรณีได้รับความเสียหายจากการรับบริการ และเรื่องความคุ้มค่า เห็นได้ชัดเจนจากการพยายามจัดซื้อยา เวชภัณฑ์ ในราคาที่เหมาะสม คุ้มค่า

ประเด็นที่ 2 กรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจรติในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ตั้งข้อสงสัยใน 5 เรื่องนั้น ได้ทำหนังสือชี้แจงไปยัง ป.ป.ท.แล้ว และขอชี้แจงดังนี้

1. ข้อสงสัยบอร์ด สปสช.มีผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.หลักประกันฯ ต้องการให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในระบบบริการสุขภาพเข้ามาร่วมเป็นบอร์ด เพื่อร่วมแสดงความคิดเห็นในภาพรวม เช่น บอร์ดโดยตำแหน่งที่เป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงกลาโหม หรือตัวแทนโรงพยาบาล (รพ.) เอกชน ก็มี รพ.ในสังกัดเช่นกัน จะเห็นว่ามีส่วนได้เสียทั้งสิ้น

2. การจัดซื้อยา และเวชภัณฑ์ มีผลตอบแทนส่วนลดจากองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ซึ่ง สปสช.ไม่เคยได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเป็นเงินจากการซื้อยาแต่อย่างใด สปสช.ซื้อยาจาก อภ.และจ่ายเงินภายในเวลาที่กำหนด โดยตามระเบียบการใช้เงินสนับสนุนกิจการภาครัฐของ อภ. ระบุว่า หน่วยงานเขียนโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนได้ และไม่ใช่เงินส่วนลดจากการซื้อยา จึงไม่จำเป็นต้องส่งเงินเข้ากองทุน สปสช.จะนำเข้าบัญชีเงินสนับสนุนกิจการภาครัฐ

3. คณะกรรมการนำเงินไปใช้โดยไม่ใช่หน่วยบริการ เรื่องนี้ สปสช.ไม่เคยนำเงินไปใช้สำหรับโครงการต่างๆ ของ รพ.เอกชน ที่ไม่ใช่หน่วยบริการ

4. การโอนเงินให้หน่วยบริการแล้วมีการโอนกลับเป็นการตกแต่งบัญชี โดย สปสช.ได้ทำการจ่ายเงินล่วงหน้าให้โรงพยาบาล ด้วยการใช้ผลงานที่ รพ.ทำได้ในปีที่ผ่านมา ต่อเมื่อ รพ.สรุปรายงานการรักษาและเรียกเก็บมาที่กองทุน ก็จะทยอยหักกลบลบหนี้ไปในงวดสุดท้าย และตัวเลขจะต้องเท่ากับที่ สปสช.จ่ายล่วงหน้าไป

5. ค่าตอบแทนและเงินเดือนของเลขาธิการ และบอร์ด สปสช. ส่วนของบอร์ดจะมีเบี้ยประชุมไม่เกินเดือนละ 12,000 บาท ส่วนเงินเดือนของเลขาธิการ สปสช.นั้น ตามระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กำหนดให้มีเงินเดือนสูงสุดได้ไม่เกิน 2 แสนบาท ซึ่งมีการทำสัญญาว่าจ้าง และประเมินผลงานทุกปี ขอยืนยันว่า มีการทำตามระเบียบทุกอย่าง

นพ.วินัย กล่าวอีกว่า ประเด็นที่ 3 เรื่องกรณีกล่าวหามีเงินค้างท่ออยู่ที่ สปสช.ส่งไม่ถึงหน่วยบริการ ทำให้ รพ.ขาดทุน ระบบการบริการงบประมาณของ สปสช.จะส่งท่อตรงไปยัง รพ.ที่เป็นผู้ใช้เงินโดยตรง และก่อนสิ้นปีงบประมาณ จะต้องเหลืองบประมาณอยู่ที่ส่วนกลางไม่เกิน 4% แสดงว่าต้องส่งตรงไปหน่วยบริการ 96% ถ้าเหลืออยู่ 4% เพื่อรอการเรียกเก็บแล้วเรียกว่าเงินค้างท่อ ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนายกรัฐมนตรี สั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการบริหารงบบัตรทอง นพ.วินัย กล่าวว่า ยังไม่ได้รับหนังสือว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบในเรื่องใดบ้าง ต่อข้อถามการทำงานร่วมกันกับ สธ.ต่อจากนี้ นพ.วินัย กล่าวว่า ไม่ได้มีปัญหากับปลัดสธ.ในเรื่องส่วนตัว แต่แนวคิดอาจไม่ตรงกันในบทบาทหน้าที่ บวกกับความไม่เข้าใจในระบบที่ซับซ้อนของ สปสช. แต่คาดหวังว่าการทำงานร่วมกับรักษาการปลัดสธ.จะราบรื่นกว่าที่ผ่านมา โดยตัวเองและรักษาการปลัดสธ. รวมถึงรองเลขาธิการ สปสช.และ นพ.อำนาย กาจีนะ รองปลัดสธ.ที่ได้รับมอบหมายให้มาดูเรื่องบัตรทอง และกลุ่มประกันสุขภาพ ได้มีการหารือร่วมกันแล้ว คงจะมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันในระดับบริหารที่ประกอบด้วยปลัดสธ. รองปลัดสธ.ทุกคน เลขาฯ สปสช. และรองเลขาฯ ทุกคน ซึ่งจะเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) ในเร็วๆ นี้

“อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา สปสช.มีแนวคิดตรงกันมาโดยตลอดกับ สธ. ในเรื่องแผนพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข (Service Plan) และเขตสุขภาพ อาจจะเห็นไม่ตรงกันในเรื่องกลไกการดำเนินการเท่านั้น”

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2558

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: