Home > ข่าวการศึกษา > นักวิจัยจับมือเอกชนดันอาหารเสริมต้านเอดส์

นักวิจัยจับมือเอกชนดันอาหารเสริมต้านเอดส์

April 24, 2015

cb6g7ddaeie7g9b9cdg85.jpg

เมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่อาคาร เอไอเอ แคปปิตอล เซ็นเตอร์ ถนนรัชดาภิเษก ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวการแพทย์ มหาวิทยัยเชียงใหม่ ร่วมกับบริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน) จัดงานแถลงข่าว เปิดตัวการค้นพบสารต้านโรคเอดส์จากพืชไทย โดย นางกรรณิกา เรือนจันทร์ หัวหน้างานวิจัยและนวัตกรรมวิทยาลัยพยาบาลรมราชชนนี จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ที่ผ่านมาแม้จะมียาต้านไวรัสเอชไอวี แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ค่าซีดีโฟร์(CD4) จะดีขึ้น โดยค่าซีดีโฟร์ คือระดับเม็ดเลือดขาว ซึ่งในผู้ป่วยเอชไอวีหากมีค่าเม็ดเลือดขาวน้อยยิ่งส่งผลต่อระดับภูมิคุ้มกันน้อยลง อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยแม้จะได้รับยาต้านไวรัสฯ แต่ก็มีผลข้างเคียงต่างๆตามมา อย่างระยะสั้นน้ำหนักจะลด ระบบทางเดินอาหารไม่ดี ขณะที่ระยะยาวเกิดภาวะซูบ ทรุดโทรมหนัก หน้าบุ๋มลึก เกิดอาการลงพุงทั้งที่แขนขาลีบเล็ก เส้นเลือดปูดโปน ผิวคล้ำ ซีด รวมไปถึงส่งผลต่อตับและไต พุงโต แก้มตอบ ผิวดำคล้ำ เม็ดเลือดต่ำ สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ผู้ป่วยหลายรายไม่อยากทานยาต้านไวรัสฯ นางกรรณิกา กล่าวว่า จึงได้พัฒนาสารสกัดธรรมชาติจากพืชไทย 5 ชนิด ได้แก่ มังคุด ฝรั่ง งาดำ ถั่วเหลือง และใบบัวบก มีคุณสมบัติในการปรับภูมิคุ้มกันร่างกาย โดยทดสอบผู้ป่วยเอดส์อาสาสมัคร ใน อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ จำนวน 27 ราย โดยให้รับประทาน จำนวน 4 แคปซูลต่อวัน พบว่า ค่าซีดีโฟร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนในอาสาสมัครที่รับยาต้านไวรัสอยู่แล้วเป็นเวลา 2 ปี ใน อ.สารภี และ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ จำนวนที่ละ 25 ราย พบว่า ผลข้างเคียงจากการใช้ยาต้านไวรัสลดลงทุกราย ศ.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา หัวหน้าคณะนักวิจัย บริษัทเอเชียนฯ กล่าวว่า หลังจากพบว่าการเพิ่มของค่าซีดีโฟร์ จะช่วยให้ผู้ป่วยเอชไอวีมีอาการดีขึ้นได้นั้น และสามารถเพิ่มค่าซีดีโฟร์ได้ถึง 5 เท่าเพียงแค่รับประทาน 4 แคปซูลในเวลา 15 วัน ซึ่งข้อมูลดังกล่าวมีงานวิจัยยืนยันชัดเจน โดยมีสภากาชาดไทย ได้ลงไปตรวจสอบค่าซีดีโฟร์เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ทางทีมวิจัยและบริษัทฯ จึงได้ยื่นขอจดทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) จนได้รับการรับรองเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อสำหรับผู้ป่วยติดเชื้อให้มีร่างกายที่ดีขึ้น ผู้สื่อข่าวถามว่ากังวลหรือไม่ที่การเปิดตัวเช่นนี้จะทำให้ผู้ป่วยเลิกทานยาต้านไวรัสเอชไอวี ศ.พิเชษฐ์ กล่าวว่า กังวล และขอให้อย่าทำเช่นนั้น เพราะเมื่อได้รับยาต้านไวรัสฯฟรีจากกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ก็ถือเป็นเรื่องดี แต่ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ก็จะเป็นตัวเสริม ส่วนจะดีหรือไม่ก็น่าจะทราบกันดี เพราะผลวิจัยที่กล่าวไปแล้ว ทางที่ดีควรทานควบคู่กันไปจะยิ่งเสริมประสิทธิภาพ เมื่อถามอีกว่ากลัวหรือไม่หาก อย.จะเข้ามาตรวจสอบ เพราะอาจเข้าข่ายอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ศ.พิเชษฐ์ กล่าวว่า ไม่กลัว เพราะมีงานวิจัยรองรับชัดเจน มีอาสาสมัครทดลอง ที่สำคัญไม่ได้อ้างว่ารักษาโรคได้ จึงไม่กังวลว่าจะผิดระเบียบ ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าเมื่อเปิดเผยถึงผลการวิจัยเช่นนี้ เพราะเหตุใดไม่ขึ้นทะเบียนเป็นยา และร่วมกับทาง สธ. เพื่อพัฒนาเป็นยาให้ผู้ป่วยในระบบต่อไป ศ.พิเชษฐ์ กล่าวว่า การจดทะเบียนเป็นยา ถือว่าถอยหลังเข้าคลอง เพราะมาตรฐาน เกณฑ์ต่างๆที่กำหนดให้ขึ้นทะเบียนเป็นยา ก็ไปอ้างอิงจากต่างประเทศ องค์การอนามัย มีหลายขั้นตอนยุ่งยาก กว่าจะได้ใช้ก็นาน ไม่แล้วเสร็จสักที แต่หากเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเข้าถึงง่าย สะดวก และยืนยันว่าไม่มีอันตราย แต่หากว่าสธ.สนใจผลงานวิจัย จะเข้ามาพูดคุยกับทางทีมวิจัยก็ยินดี แต่หากจะให้เข้าไปหารือเองคงไม่ได้ เพราะฝั่งสธ.หลายคนก็ปิดประตูกั้นผลงานใหม่ๆทันที ……………………….. (หมายเหตุ : ขอบคุณภาพจาก talkaboutsex.thaihealth.or.th)

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2558

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: