Home > ข่าวการศึกษา > สร้างพันธมิตรข้ามชนชั้น ก้าวข้ามการจัดการป่าแบบรัฐ

สร้างพันธมิตรข้ามชนชั้น ก้าวข้ามการจัดการป่าแบบรัฐ

June 21, 2015

หลากมิติเวทีทัศน์ : สร้างพันธมิตรข้ามชนชั้น ก้าวข้ามการจัดการป่าแบบรัฐ : โดย…กฤษฎา บุญชัย

aeia5bfci6kgbaji5gafb.jpg

นโยบายทวงคืนผืนป่าที่รัฐบาลดำเนินการขณะนี้ เป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการที่เจ้าหน้าที่รัฐเอาจริงเอาจังบุกเข้าไปตัดฟันยางพาราในเขตอุทยานแห่งชาติ อย่างไม่เลือกหน้า ไม่ว่าจะเป็นสวนยางของประชาชนที่รัฐบอกว่ามีถึง 1.7 ล้านไร่ และสวนยางของนายทุน 1.5 ล้านไร่

ยุทธวิธีดังกล่าว เรียกเสียงปรบมือให้แก่บรรดาผู้ห่วงใยป่าไม้กันใหญ่ เพราะเห็นว่ารัฐเอาจริงเสียทีกับปัญหาป่าไม้ และดำเนินการอย่างเท่าเทียมกัน ไม่อ้างคนจน ไม่สองมาตรฐานกับคนรวย แม้นโยบายดังกล่าวสร้างความทุกข์ระทมแก่ชุมชนจำนวนมาก เพราะมีชาวบ้านหลายชุมชนที่ดำรงอยู่ในพื้นที่ก่อนเป็นเขตอุทยานฯ รัฐยังไม่มีกระบวนการไปพิสูจน์สิทธิ์ให้ชัดเจน แต่เมื่อเร่งรัดทวงคืนผืนป่า ชาวบ้านหลายชุมชนต้องถูกตัดฟันสวนยางที่ลงทุนลงแรงไป ถูกจับกุม บังคับให้เซ็นยินยอมว่าเป็นผู้บุกรุกและส่งฟ้องศาล แม้รัฐจะอ้างว่ามีกระบวนการคัดกรองแยกระหว่างนายทุนกับคนจน แต่ความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น

เหตุใดกลุ่มสิ่งแวดล้อมคนชั้นกลางสนับสนุนการใช้ความรุนแรงของรัฐแบบไม่เลือกหน้า และหนุนให้เกิดรัฐอำนาจนิยมต่อพื้นที่ป่าแบบเบ็ดเสร็จ จนทำให้การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมกับการอนุรักษนิยมทางการเมืองกลายเป็นเรื่องเดียวกัน จะเข้าใจปรากฏการณ์ดังกล่าวได้ต้องหันไปมองประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนในเรื่องการจัดการป่าไม้ในไทย

เริ่มตั้งแต่เมื่อครั้งนายพรานกิตติมศักดิ์ที่เป็นคนชั้นสูงกลุ่มหนึ่งวางปืนล่าสัตว์หันมาผลักดันรัฐบาลในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ซึ่งเป็นยุครัฐราชการอำนาจนิยม ให้ตรา พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2503 และ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 ในยุคนั้นนโยบายป่าไม้ของรัฐคือ ตัดไม้ขาย แต่เมื่อเห็นกระแสความศิวิไลซ์ตะวันตกที่ต้องการมีพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ จึงตอบข้อเรียกร้องด้วยความห่วงใยของกลุ่มอนุรักษ์ชนชั้นสูง

การผลักดันกฎหมายป่าอนุรักษ์เกิดขึ้นได้ก็ด้วยการใช้ช่องทางของคนชั้นสูงโน้มน้าวชักชวนผู้นำรัฐ หาได้มาจากการสร้างพลังประชาชนจากฐานล่าง ข้อเรียกร้องดังกล่าวได้รับการตอบรับจากรัฐอย่างง่ายดาย เพราะเป็นกฎหมายที่เพิ่มอำนาจรัฐในการควบคุมป่าให้เข้มงวดยิ่งขึ้น

กฎหมายป่าไม้ให้อำนาจรัฐเข้มข้นขนาดไหนเป็นที่ประจักษ์ชัดได้ตั้งแต่การกำหนดว่าอะไรคือป่า แทนที่จะนิยามตามสภาพนิเวศ กลับกำหนดว่าพื้นที่ใดไม่มีเอกสารสิทธิให้เป็นป่าตามกฎหมาย เพียงเพื่อที่จะรัฐจะมีอำนาจควบคุมกิจการทำไม้ได้ทุกพื้นที่ โดยไม่แยแสว่ามีประชาชนจำนวนมากที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิที่ดินเนื่องจากรัฐเองก็เพิ่งเริ่มให้เอกสารสิทธิที่ดินแก่ประชาชนได้ไม่นาน แต่พวกเขาเหล่านั้นก็จะกลายเป็นผู้อยู่ในพื้นที่ป่าของรัฐอย่างผิดกฎหมาย กฎหมายป่าอนุรักษ์ที่ออกตามมาหลังจากนั้นก็ยิ่งทวีอำนาจรัฐให้เข้มข้นขึ้น สามารถประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าตามความเหมาะสม โดยไม่เปิดให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่แต่อย่างใด

แต่สถานการณ์ป่าไม้กลับตรงข้ามกับอำนาจรัฐที่เพิ่มขึ้น พื้นที่ป่าของประเทศก็ยังลดลงอย่างรวดเร็วตลอดมา ในบรรดาสาเหตุที่ทำให้ป่าไม้เสื่อมโทรม ปัญหาการสัมปทานไม้ของรัฐสร้างผลกระทบต่อป่าอย่างรุนแรงที่สุด แต่เวลานั้นเราไม่เห็นภาพของกลุ่มอนุรักษ์ชนชั้นสูง ชนชั้นกลางออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านสัมปทานไม้ และกิจการอื่นๆ ของรัฐ แม้พวกเขาจะตระหนักถึงปัญหานโยบายสัมปทานป่าของรัฐ แต่ก็ยังคงหวังว่ามืออีกข้างของรัฐคือกลไกจัดการป่าอนุรักษ์จะคุ้มครองป่าไว้ได้

ตรงกันข้ามกับชุมชนท้องถิ่นที่อยู่ในป่ากลับเป็นฝ่ายลุกขึ้นมาคัดค้านการทำไม้ ชาวบ้านบางกลุ่มในภาคเหนือถึงขั้นประท้วงไม่ให้บริษัททำไม้เข้ามาตัดฟันไม้ในพื้นที่เพราะกระทบต่อต้นน้ำ และทรัพยากรอาหาร และปัจจัยใช้สอยที่เขาต้องพึ่งป่าเพื่อยังชีพ การต่อต้านทำไม้ของชุมชนเริ่มปรากฏขึ้นตั้งแต่กลางทศวรรษ 2510 เป็นต้นมา ที่ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ และอื่นๆ กระจายตัวเพิ่มขึ้นเพื่อต่อต้านนโยบายสัมปทานไม้ของรัฐ แต่รัฐและบรรดาคนชั้นกลางผู้ห่วงใยป่าไม้ก็ไม่ให้ความสำคัญเท่าใดนัก จนเมื่อรัฐมีโครงการทำลายป่าในเขตป่าอนุรักษ์ เช่น จะสร้างเขื่อนน้ำโจนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร และทำไม้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งในปี 2531 กลุ่มนักอนุรักษ์ป่าจึงเริ่มออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน พลังของคนข้างล่างประสานกับคนชั้นกลางเป็นครั้งแรกและประสบความสำเร็จสามารถกดดันให้รัฐยกเลิกสัมปทานไม้ได้ในปลายปี 2531 โดยมีอุทกภัยที่ ต.กะทูน อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช เป็นเหตุการณ์กระตุ้น

ไม่นานหลังความสำเร็จ พันธมิตรข้ามชนชั้นแห่งป่าไม้ก็สลายตัว แยกทางเดินกัน กลุ่มชาวบ้านที่เข็ดหลาบกับอำนาจรัฐที่มาย่ำยีป่าก็เสนอทิศทางการจัดการป่าชุมชน โดยให้รัฐกระจายอำนาจการจัดการป่าจากส่วนกลางมาสู่การจัดการทรัพยากรร่วมกันของชุมชน ขณะที่กลุ่มสิ่งแวดล้อมหันไปสนับสนุนการเพิ่มอำนาจรัฐด้วยการให้เร่งรัดประกาศเขตป่าอนุรักษ์ แต่เพิกเฉยต่อแนวทางป่าชุมชน แม้จะมีหลายชุมชนพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าหากชุมชนเข้มแข็งจะจัดการป่าได้ดียิ่งกว่ารัฐ พวกเขาไม่อาทรต่อปัญหาที่รัฐใช้การประกาศเขตป่าอนุรักษ์ปิดกั้นสิทธิชุมชนในการเข้าถึงและจัดการป่า และใช้ความรุนแรงกับชุมชนตลอดมา

แทนที่ป่าไม้จะได้รับการปกป้องฟื้นฟูด้วยอำนาจอันเข้มข้นของรัฐ แต่ป่ากลับลดลงอย่างต่อเนื่องทุกปี ปัญหาการตัดไม้เถื่อน การล่าสัตว์ป่า ป่าต้นน้ำเหือดแห้ง ผืนป่ากลายเป็นไร่ข้าวโพดและยางพารา ก็เพราะความผิดพลาดของรัฐที่ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จสร้างความขัดแย้ง ความไม่ไว้วางใจระหว่างรัฐกับชุมชนในป่า รัฐได้ผลักชุมชนที่เกี่ยวข้องได้เสียกับป่ามากที่สุดออกไปจากการจัดการป่า และทำให้ชุมชนเป็นปฏิปักษ์ต่อการอนุรักษ์ป่า เพราะหากชุมชนรักษาป่าไว้สมบูรณ์ก็ไม่สามารถหวังได้ว่ารัฐจะมาสนับสนุน ตรงข้ามก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจที่จะถูกรัฐประกาศเป็นเขตป่าอนุรักษ์ ถูกควบคุมการดำรงชีพอย่างเข้มงวด และถูกดำเนินคดีสารพัดแบบ

เพราะขัดแย้งระหว่างรัฐ คนชั้นกลางที่หนุนอำนาจรัฐกับชุมชนจนระบบการจัดการป่าล้มเหลว จึงเกิดช่องว่างให้นายทุนสามารถขยายอิทธิพลเข้ายึดครองพื้นที่ป่าเพื่อแสวงประโยชน์ได้ง่ายดาย โดยใช้เรื่องผลประโยชน์ต่อรองกับรัฐ ผลก็คือแรงผลักดันของนายทุนมีอิทธิพลต่อนโยบายป่าไม้ของรัฐมากยิ่งกว่าขบวนการสิ่งแวดล้อมคนชั้นกลางหรือชุมชนท้องถิ่น ดังเห็นได้จากการที่รัฐกำลังแก้ไขกฎหมายป่าอนุรักษ์เปิดให้นายทุนทำธุรกิจท่องเที่ยวและสัตว์ป่าได้ง่ายขึ้น

เป็นที่เสียดายที่บรรดาขบวนการสิ่งแวดล้อมคนชั้นกลางกลับไม่เห็นบทเรียนความล้มเหลวของการรวมศูนย์อำนาจจัดการป่าของรัฐแบบเบ็ดเสร็จ แม้พวกเขาจะต่อต้านโครงการของรัฐที่ทำลายป่า เช่น นโยบายการสร้างเขื่อน เหมืองแร่ และอื่นๆ หรือกรณีที่รัฐเตรียมแก้ไขกฎหมายป่าอนุรักษ์ที่เปิดให้นายทุนเข้ามาแสวงประโยชน์ แต่พวกเขาก็ยังเลือกที่จะหนุนกฎหมายป่าไม้และสัตว์ป่าแบบเดิมที่เป็นฐานระบบรัฐอำนาจนิยมในการจัดการป่าต่อไป

เราจึงไม่เห็นการผนึกกำลังของประชาชนที่จะปกป้องป่าไม้ร่วมกันเป็นรูปธรรมเช่น ขบวนการคัดค้านเขื่อนแม่วงก์ หรือการคัดค้านการแก้ไขกฎหมายป่าไม้และสัตว์ป่าของกลุ่มสิ่งแวดล้อมคนชั้นกลาง กับขบวนการเคลื่อนไหวสิทธิชุมชนต่อทรัพยากรป่าที่เผชิญปัญหาแผนแม่บทป่าไม้ และเตรียมผลักดันกฎหมายสิทธิชุมชนต่อฐานทรัพยากร ต่างก็เคลื่อนไหวไปคนละทิศโดยไม่สานพลังกัน ไม่สามารถผลักดันการปฏิรูปการจัดการป่าและฐานทรัพยากรทั้งระบบได้

มีแต่การสร้างพันธมิตรข้ามชนชั้นระหว่างคนชั้นกลางกับชุมชนที่จะร่วมกันปกป้องป่าและกำกับทิศทางการจัดการป่าของรัฐได้ เหมือนที่เคยร่วมมือกันคัดค้านสันปทานป่าไม้ คัดค้านโครงการขนาดใหญ่ที่ทำลายป่าและชุมชน

มีแต่การกระจายอำนาจการจัดการป่าไปสู่ภาคสังคมและชุมชนจึงจะสร้างระบบที่มีประสิทธิภาพ เกิดระบบตรวจสอบและถ่วงดุลการจัดการป่าของรัฐให้มีธรรมาภิบาลได้

มีแต่การใช้แนวทางสันติ และการสร้างความเป็นธรรม ด้วยการสร้างเงื่อนไขสนับสนุนให้ชุมชนที่ดูแลป่าให้มีความเข้มแข็ง และมีความชอบธรรมในการจัดการป่ายิ่งขึ้นไปจึงจะสร้างการจัดการป่าที่ยั่งยืน

รัฐรวมศูนย์รักษาป่าไว้ไม่ได้ ต้องผนึกพลังสังคมกำกับรัฐจึงจะสร้างระบบการจัดการป่าที่รับผิดชอบสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนได้

(หลากมิติเวทีทัศน์ : สร้างพันธมิตรข้ามชนชั้น ก้าวข้ามการจัดการป่าแบบรัฐ : โดย…กฤษฎา บุญชัย)

วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 2558

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: