Home > Uncategorized > เสียงสะท้อนจัดระเบียบ ร้านเหล้าใกล้สถานศึกษา

เสียงสะท้อนจัดระเบียบ ร้านเหล้าใกล้สถานศึกษา

เสียงสะท้อนจัดระเบียบ ร้านเหล้าใกล้สถานศึกษา : โดย…ศักรินทร์ เข็มทอง

9bg9cadfbjdhkc6db6khg.jpg

” กฎหมายที่มีอยู่แก้ไขได้ ส่วนที่ต้องเพิ่มคือเรียกร้องสร้างกระแสกดดันให้รักษากฎหมายอย่างเข้มข้น ”

จากกรณีนักศึกษาซึ่งเป็นนักกีฬาฟุตบอลของทีมมหาวิทยาลัย ถูกยิงด้วยอาวุธปืนจนเสียชีวิตและบาดเจ็บใกล้กับหอพักหลังเข้าไปเที่ยวในสถานบันเทิง ซึ่งตั้งอยู่ละแวกมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ย่านรังสิต เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้นำมาสู่ความเข้มงวดกวดขันกับสถานบันเทิงหรือร้านจำหน่ายสุรารอบสถานศึกษากันอีกระลอกหนึ่ง หลังจากที่มีการปล่อยปละละเลยกันมาเป็นเวลานาน

เรื่องนี้ถึงขั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องลงมาสั่งการหน่วยงานที่รับผิดชอบให้เร่งแก้ปัญหาโดยเร็ว เนื่องจากเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเยาวชนทั้งทางตรงและทางอ้อม อีกทั้งยังเป็นแหล่งอบายมุขและสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรมร้ายแรง

นับจากนั้นมาจึงได้เห็นภาพเจ้าหน้าที่ระดมกำลังออกตรวจเข้มร้านค้าและสถานบันเทิงใกล้มหาวิทยาลัยหลายแห่งทั้งในเมืองและชานเมือง ซึ่งในความเป็นจริงก็ต้องยอมรับว่ามีการปล่อยให้ทำธุรกิจบางส่วนกอบโกยผลประโยชน์กันเกินเลยความพอดีและบางส่วนมีพฤติกรรมลักลอบผิดกฎหมาย อาทิ เปิดร้านเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือไม่มีใบอนุญาตจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปล่อยให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปีเข้าไปใช้บริการ และบางแห่งตรวจพบยาเสพติดด้วย

แต่อีกด้านหนึ่งยังมีผู้ประกอบการและผู้ประกอบอาชีพกลางคืนอีกไม่น้อย ที่ได้รับผลกระทบจากการจัดระเบียบครั้งนี้

“แบงค์” เจ้าของร้านที่ตั้งใกล้กับมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง บอกว่า ร้านของเขาแม้จะอยู่ใกล้มหาวิทยาลัย แต่ส่วนใหญ่ลูกค้าในร้านเป็นคนวัยทำงานที่มาใช้บริการ ซึ่งเชื่อว่ามีวุฒิภาวะพอ จึงไม่มีปัญหาเรื่องการทะเลาะวิวาทเหมือนกับที่อื่น

ส่วนเรื่องการกำหนดเวลาเปิด-ปิดและมีการเสนอห้ามร้านเหล้าอยู่ใกล้สถานศึกษา เขามองว่า จะทำให้เกิดปัญหาพอสมควร เพราะปกติราคาการขายในร้านไม่ได้แพงเหมือนที่อื่น บางคืนได้เงินจำนวนหนึ่งก็ต้องจ้างนักดนตรี 5 คน คนละ 1,000บาท

“ช่วงที่มีการคุมเข้มอย่างนี้ ตำรวจก็จะมาคอยตรวจ และขอความร่วมมือในการปิดเที่ยงคืน ก็จำเป็นต้องปิด เพราะเราก็ไม่อยากทำผิดกฎหมาย แต่ถ้าต้องมีการย้ายร้านจริงๆ เราก็คงลำบาก และอาจจะไม่เปิดร้านใหม่ เพราะค่าที่ดินในกรุงเทพฯ ในการเปิดร้านสักร้านมีราคาแพงมากทีเดียว”

แบงค์ ได้ตั้งคำถามว่า จริงๆ ร้านเขาเป็นร้านเปิด ถือเป็นร้านอาหารด้วยซ้ำ ทำไมต้องเข้มงวดมากนัก แล้วร้านข้าวต้มที่เปิดถึงเช้าก็มีขายเหล้าเช่นกัน ส่วนใหญ่คนก็ไปนั่งดื่มกินกันต่ออีก แต่ไม่มีการกวดขันแต่อย่างใด

ส่วน “ปาวิน” เจ้าของร้านอีกแห่งในย่านใกล้กัน ยอมรับว่า มีนักศึกษามหาวิทยาลัยใกล้เคียงมาดื่มกินในร้าน แต่ไม่มีเรื่องอะไรที่เป็นการทะเลาะกันรุนแรง แต่ก็มีกระทบกระทั่งบ้างซึ่งก็พูดคุยเจรจากันได้

สำหรับการกำหนดปิดเที่ยงคืนก็ไม่มีปัญหา แต่อาจจะมีลูกค้าที่ติดลมหรือมาค่อนข้างดึกบ้าง ก็อาจจะมีที่เลยเวลาไปบ้าง แต่ก็จะไม่มีการเล่นดนตรีเสียงดังรบกวน เพราะข้างหลังร้านเป็นบ้านพักอาศัยก็พยายามปิดผนังกั้นเสียงไว้

เมื่อถามถึงการเสนอให้ร้านเหล้าตั้งห่างจากสถานศึกษา ปาวิน มองว่า ต่อให้ขยับไปไกลแค่ไหน คนอยากกินอยากดื่มก็สามารถไปได้ และไม่เชื่อว่าคนที่เรียนมหาวิทยาลัยจะไม่มีวุฒิภาวะในการยับยั้งชั่งใจแล้วมาก่อเรื่องทะเลาะวิวาท ดังนั้นการที่มาเข้มงวดร้านเหล้า มองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุมากกว่า

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง “กลุ่มนักดนตรีกลางคืน” เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่คาดการณ์ว่าจะได้รับผลกระทบจากการจัดระเบียบร้านเหล้าไปด้วยอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้

ปิติพล จุลานนท์ มือเบส ที่คลุกคลีในวงการนักดนตรีกลางคืน ได้สะท้อนมุมมองต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นว่า การที่เปลี่ยนเวลาเปิดปิดนั้นมีผลกระทบแน่นอน เพราะถ้าห้ามเล่นก็คือขาดรายได้

“เตรียมสำรองเงินเผื่อไว้แล้ว แต่เราไม่มีทางรู้เลยว่าเงินสำรองของเราจะมีเพียงพอเลี้ยงตัวเองไปจนกว่าเราจะหารายได้ใหม่ได้หรือไม่ อาชีพนักดนตรีเป็นอาชีพที่รายได้สูง แต่ค่าใช้จ่ายก็สูงตามเหมือนกัน ก็คงต้องทนประหยัดการใช้จ่ายกันไป”

นอกจากนี้ ปิติพล ยังมองว่า การแก้ปัญหาการทะเลาะวิวาทที่เกิดขึ้นมา เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด คนจะทะเลาะกันที่ไหนก็ทะเลาะได้ ในวัดงานวัดวัยรุ่นยังไล่ฟันกัน

“สักพักหนึ่งที่ห้ามๆ กันเนี่ยก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมที่เคยเป็นมา มีปัญหาสั่งปิดร้านเหล้าเร็วๆ พอเรื่องเงียบก็ปล่อยแบบเดิมเสมอ พวกเรากระทบกันมาจนชินแล้วครับ ปฏิวัติเอย ม็อบเอย รู้มั้ยครับช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเนี่ย นักดนตรีอดตาย บ้านแตก ไปกี่คน นักดนตรีไม่ใช่ปัญหาครับการเล่นดนตรีก็ไม่ใช่ปัญหา แต่พวกเราเป็นอาชีพที่รับปัญหาตลอดมาในทุกช่วงเวลาที่มีอะไรเกิดขึ้น”

เช่นเดียวกับ “โดม” นักร้องนำวงดนตรีประจำร้านเหล้า ย่านสมุทรปราการและอุดมสุข มีความเห็นไม่ต่างกัน

โดม บอกว่า หลายคนที่เล่นดนตรี ไม่ได้เล่นเพราะความสนุก แต่ทำเป็นอาชีพและมีความสุขในการเล่น แต่พอมีการจัดระเบียบครั้งนี้ ทำให้รายได้ขาดหายไป บางคนยังดีที่มีงานประจำกลางวันด้วย แต่อีกหลายคนยึดอาชีพเล่นดนตรีเพียงอย่างเดียว

“นักดนตรีทุกคนมีต้นทุนกันอยู่แล้ว หากเราตัดเรื่องเครื่องดนตรี อุปกรณ์ต่างๆ ออกไป ค่าใช้จ่ายประจำวันก็ต้องมี แต่ในบางพื้นที่ เช่น นครปฐม มีการสั่งห้ามนักดนตรีเล่น แต่ร้านสามารถเปิดได้”

โดม ยังมองว่า การที่แก้ปัญหาแบบนี้เป็นการแก้ที่ปลายเหตุเช่นกัน จริงๆ ควรที่จะไปจัดการกับคนที่มีเรื่อง ไม่ใช่มาจัดการกับร้านเหล้า เพราะกระทบต่อคนประกอบอาชีพ คนจะมีเรื่องต่อให้อยู่ร้านกาแฟก็มีเรื่องได้

ด้าน “บุญส่ง ชเลธร” รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า กฎหมายที่มีอยู่เดิมสามารถนำมาจัดการแก้ไขได้ดีอยู่แล้ว ส่วนที่จะต้องดำเนินการเพิ่มเติมคือต้องมีการเรียกร้อง สร้างกระแสกดดัน ให้มีการรักษากฎหมายอย่างเข้มข้น เพราะปัญหาที่ผ่านมา ผู้รักษากฎหมายไม่ได้กระทำหรือบังคับใช้กฎหมายอย่างที่ควรจะเป็น ทำให้ปัญหาเรื้อรังเป็นสิบปี

“ถ้าผู้รักษากฎหมายทำหน้าที่อย่างชัดเจน ปัญหาต่างๆ ก็แก้ได้ ต่อมาก็คือ การสร้างกระแสให้มีการอภิปรายถึงเรื่องจริยธรรมให้มากขึ้น เรียกร้องให้สังคมสนใจมากขึ้น อันดับแรก ผู้ประกอบการ ต้องมีจิตสาธารณะมากกว่านี้ ต้องเขาใจว่า การตั้งสถานบริการ การทำผิดกฎหมาย การชักจูงให้วัยรุ่นเข้าสถานบริการ เป็นสิ่งที่ไม่มีจริยธรรมในการทำมาหากินเท่าไหร่”

ส่วนภายในมหาวิทยาลัย บุญส่ง บอกว่า ได้มีการประกาศเรื่องกรณีเกี่ยวกับร้านเหล้าออกมาชัดเจน หลังจากที่พูดคุยกันมานานแล้ว ก็คือทำเป็นโครงการ ไม่ซื้อเหล้า ไม่ดื่มเหล้า โดยเฉพาะร้านเหล้าที่อยู่ใกล้มหาวิทยาลัย

“ที่สำคัญมีการประกาศออกมาเลยว่า ถ้าพบเห็นเจ้าหน้าที่หรืออาจารย์ไปดื่มเหล้ากับนักศึกษาจะมีโทษทางวินัย และสนับสนุนให้ตำรวจทำหน้าที่เฉียบขาดในการเข้มงวดหากนักศึกษากระทำความผิด รวมทั้งร้านเหล้าที่ทำผิดกฎหมาย”

รองคณบดีผู้นี้บอกด้วยว่า ที่ผ่านมามีการเชิญตำรวจ ทหาร สถานบริการที่เปิดเพลงเสียงดัง ขายเหล้า รวมทั้งร้านค้าทั่วไป มาพูดคุยตลอด แต่การมาก็ทำให้เห็นว่าไม่ได้มีความจริงจังที่จะแก้ปัญหา ส่งคนที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงมานั่งฟังเฉยๆ ซึ่งเมื่อมีการพูดคุยถึงปัญหาก็จะมีข้ออ้างต่างๆ

“หากกรณีนี้เป็นกระแสแค่ช่วงสั้นๆ เกรงว่าอนาคตเรื่องจะเงียบไปอย่างแน่นอน ในจังหวะนี้ เป็นโอกาสดีกว่า เพราะมี คสช. ส่วนตัวมองว่าดีกว่าสมัยเลือกตั้ง มีแต่ประชาชนที่ต้องพึ่งตนเอง ส่วนตัวสงสารชาวบ้านที่อยู่อาศัยโดยรอบมากกว่านักศึกษา เพราะนักศึกษามาเรียน 4 ปีก็จบไป แต่ชาวบ้านต้องอยู่ตลอดไป แล้วต้องทนกับสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม”

รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ ระบุด้วยว่า สิ่งที่สำคัญคือ ชุมชน มหาวิทยาลัย และชาวบ้านต้องช่วยกัน ดึงเด็กกลับมาในแนวทางที่ถูกต้อง สร้างกิจกรรมให้อยู่กับมหาวิทยาลัย ส่วนในตัวเด็กที่เป็นกลุ่มเสี่ยง ต้องฟังผู้ใหญ่บ้าง อย่าเพิ่งปฏิเสธตั้งแต่ต้น

Advertisements
Categories: Uncategorized
  1. No comments yet.
  1. No trackbacks yet.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: