Home > ข่าวการศึกษา > ใครลับใครลวง

ใครลับใครลวง

June 29, 2015

j9beca7dce9h9cdi798cb.jpg

ชายเกาหลีใต้วัย 68 ปีเพียงคนเดียวสามารถแพร่เชื้อทำให้มีผู้ติด “ไวรัสเมอร์ส” มากถึง 175 คน ภายใน 1 เดือน และเสียชีวิตไปแล้ว 27 คน ตัวเลขนี้ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา ย้อนกลับไปวิเคราะห์ตัวเลขของผู้ติดเชื้อไวรัสเมอร์สที่คนงานจากตะวันออกกลางว่า อาจมีการลับลวงซ่อนเร้นจำนวนตัวเลขที่แท้จริง !?!

ย้อนดู 3 ปีที่แล้ว ตรวจพบไวรัสเมอร์สครั้งแรกเมื่อปี 2012 ในประเทศซาอุดีอาระเบีย ช่วงแรกนักวิทยาศาสตร์เรียกเชื้อนี้ว่า “ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2012” จากนั้นกลุ่มผู้ป่วยถูกเรียกว่าเป็น “โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง” (Middle East respiratory syndrome coronavirus, MERS-CoV) ปัจจุบันย่อเหลือเพียงโรค “ไวรัสเมอร์ส”

ปี 2012 รายงานพบผู้ติดเชื้อตัวนี้ครั้งแรกในซาอุดีอาระเบีย 9 คน เสียชีวิต 6 คน ปัจจุบันลุกลามไปหลายประเทศ ข้อมูลวันที่ 20 มิถุนายน 2558 พบผู้ป่วย 1,338 คน เสียชีวิต 475 คน เฉพาะเกาหลีใต้ตัวเลขวันที่ 23 มิถุนายน พบผู้ป่วย 174 คน เสียชีวิต 27 คน มีการกักตัวกลุ่มเสี่ยงถึง 6,000 คน และเฝ้าติดตามอีก 4 หมื่นคน ส่วนประเทศไทยเป็นประเทศล่าสุด คือประเทศที่ 26 ซึ่งพบผู้ติดเชื้อไวรัสเมอร์สเป็นชาวโอมานวัย 75 ปี

ตั้งแต่ปี 2012-2015 ซาอุดีอาระเบียพบผู้ติดเชื้อไวรัสเมอร์ส 950 คน เสียชีวิต 412 คน ส่วนประเทศโอมาน พบผู้ติดเชื้อ 6 คน เสียชีวิต 3 คน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 76 คน เสียชีวิต 10 คน จอร์แดน 19 คน เสียชีวิต 6 คน กาตาร์ 13 คน เสียชีวิต 5คน อิหร่าน 6 คน เสียชีวิต 2 คน

คำถามที่หลายฝ่ายสงสัย คือ ประเทศโอมานประกาศว่าพบผู้ป่วยเมอร์สเพียง 6 คน และเสียชีวิตไป 3 คนนั้น เป็นตัวเลขแท้จริงหรือไม่ ? ประเทศไทยพบ 1 รายนั้น เผอิญเป็นชาวโอมานรายที่ 7 จริงหรือ ?

ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาให้ข้อมูลว่า จากสถานการณ์ผู้ติดเชื้อในเกาหลีใต้ ทำให้นักวิเคราะห์ด้านระบาดวิทยาขององค์การอนามัยโลกเริ่มไม่เชื่อว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตไวรัสเมอร์สในตะวันออกกลางข้างต้น จะเป็นตัวเลขที่แท้จริง เพราะองค์การอนามัยโลกและศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อของอเมริกาหรือซีดีซี พยายามออกมาประกาศขอความร่วมมือจากรัฐบาลกลุ่มประเทศตะวันออกกลางหลายครั้งแล้ว ให้ช่วยเปิดเผยจำนวนผู้ติดเชื้อ โรงพยาบาลและแหล่งที่มาของกลุ่มผู้ติดเชื้อไวรัสเมอร์สในประเทศต่างๆ

“แต่ไม่ค่อยได้รับความร่วมมือ เมื่อตะวันออกกลางไม่เปิดเผย การไม่รู้ตัวเลขที่แท้จริงทำให้วิเคราะห์ได้ยากมาก เช่น กรณีชายเกาหลีใต้คนนี้เดินทางไป 4 ประเทศก่อนกลับเกาหลีคือ ซาอุฯ บาห์เรน กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ผู้ป่วยรายนี้ยืนยันว่า ไม่ได้สัมผัสอูฐ ไม่ได้กินนมอูฐ ไม่ได้ไปโรงพยาบาล ถ้าเขาไม่ได้ทำอะไร หรืออยู่ใกล้สถานที่ที่อาจมีเชื้อไวรัสเมอร์ส ก็หมายความว่าเชื้อตัวนี้อาจกระจายอยู่ในชุมชนบางแห่งแล้ว แต่เราไม่รู้เลยว่าที่ไหน ตัวเลขผู้ติดเชื้อของเกาหลีใต้ทำให้ต้องทบทวนกันใหม่ว่า เชื้อตัวนี้อาจแพร่กระจายไปในตะวันออกกลางมากกว่าที่คิดไว้มาก”

ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยาข้างต้น อธิบายต่อว่า ผู้ได้รับเชื้อไวรัสเมอร์สร้อยละ 20 จะไม่แสดงอาการอะไรออกมา แต่อาจเป็น “พาหะ” นำเชื้อร้ายตัวนี้ไปติดต่อให้ผู้อื่นได้ ดังนั้นการสืบหาผู้มีเชื้อไวรัสเมอร์สแล้วรีบนำมารักษาจึงเป็นเรื่องสำคัญในการควบคุมเชื้อไวรัสตัวนี้

สอดคล้องกับความเห็นของ “ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา” ผอ.ศูนย์ความร่วมมือองค์การอนามัยโลก ไวรัสสัตว์สู่คน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า เชื้อตัวนี้ไม่ได้เผยแพร่ได้ง่ายเหมือนเชื้อไข้หวัดใหญ่ทั่วไป แต่ต้องรีบกักบริเวณผู้ที่เข้าข่ายน่าสงสัยไว้ก่อน เช่น ในแท็กซี่ที่รับผู้โดยสารชาวโอมานคนนี้นั้น ไม่ใช่แค่ตามหาคนขับแท็กซี่มาตรวจเชื้อแต่ต้องทำความสะอาดด้านนอกและด้านในรถแท็กซี่อย่างละเอียด เพื่อไม่ให้ผู้โดยสารคนต่อไปติดเชื้อที่หลงเหลืออยู่ตามตัวรถแท็กซี่

“ถ้าเมอร์สหลุดจากผู้โดนกักกันโรคไปได้ จะเป็นปัญหาใหญ่มาก” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวเตือน

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า หลังพบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อไวรัสเมอร์สในประเทศไทย 1 คน ได้ขอความร่วมมือกักตัวผู้สัมผัสโรคแล้วจำนวน 163 คน และจัดพื้นที่ในสนามบินรองรับเที่ยวบินที่เดินทางมาจากประเทศสุ่มเสี่ยง 7 ประเทศ ได้แก่ โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิหร่าน จอร์แดน และเกาหลีใต้ ไว้เป็นการเฉพาะเรียบร้อยแล้ว

ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางเดินทางมาไทยเดือนละ 2-3 หมื่นคน ชาวสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ 1 หมื่นคน ชาวโอมาน 5,000-7,000 คน ชาวคูเวต 3,000-7,000 คน และชาวซาอุดีอาระเบีย 600 -1,300 คน เดินทางมาประเทศไทย

หากรัฐบาลในกลุ่มประเทศตะวันออกกลางยังปกปิดความลับ หรือให้ตัวเลขหลอกลวงในเรื่องของผู้ติดเชื้อไวรัสเมอร์ส การรับมือของรัฐบาลไทยกับผู้เดินทางเข้ามาเดือนละ 2-3 หมื่นรายนั้น

การกลั่นกรองเบื้องต้นคงต้องเข้มข้นและเข้มงวดมากขึ้น การติดตั้งเครื่องวัดอุณหภูมิอัตโนมัติ (Thermoscan) 4 จุด ในสนามบินสุวรรณภูมิ และวางแอลกอฮอล์เจลให้ล้างมือกว่า 200 จุด อาจไม่เพียงพอ !?!

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2558

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: