Home > ข่าวการศึกษา > ๓๘ค(๒)ผู้ร่วมสร้างดุลยภาพคุณภาพการศึกษา

๓๘ค(๒)ผู้ร่วมสร้างดุลยภาพคุณภาพการศึกษา

November 4, 2015

38ค(2)ผู้ร่วมสร้างดุลยภาพ”คุณภาพการศึกษา” : บุญช่วย พันธ์งามเลขาธิการสมัชชาบุคลากรทางการศึกษา

jdckbj78faehi5kgf7ae6.jpg

“คุณภาพการศึกษา” ของประเทศไทย เป็นประเด็นปัญหาที่คาใจ ของผู้นำประเทศที่เข้ามาดูแล เพื่อนำพาไปสู่ความสมบูรณ์ ความมั่งคั่ง ความยั่งยืน ซึ่งการกำกับดูแลดุลยภาพทางการศึกษา จึงเป็นภารกิจและหน้าที่ของผู้ที่ได้รับมอบหมาย คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะต้องรับผิดชอบในการการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา คือประชากรทุกคน ของประเทศ ในการบริหารจัดการ มีระบบ ระเบียบ แนวปฏิบัติ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามนโยบาย ที่จะต้องเป็นไปอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดมรรคผลตามเป้าประสงค์ คือ “คุณภาพการศึกษา” ที่เป็นธงชัยอันสำคัญที่จะก้าวไปสู่จุดหมาย ซึ่งหากคุณภาพการศึกษาไม่เกิดก็ย่อมจะส่งผลถึง “คุณภาพประชากร” และพ่วงยาวไปถึง ”คุณภาพประเทศชาติ” จะเห็นได้ว่า การทุ่มเทให้แก่การพัฒนาคุณภาพการศึกษา ที่หลายยุคของผู้นำทางการศึกษา หลายยุคของผู้นำประเทศ ได้ให้ความใส่ใจและสนใจในการพัฒนาประชากร ด้วยกลไกการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การทุ่มเทงบประมาณแต่ละปี แต่ละครั้ง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ยังไม่ถึงฝั่งฝัน จนแม้กระทั่งมีการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่เมื่อปี 2547 ที่ผ่านมา ก็ยังไม่เห็นท้ายปลายอุโมงค์ “คุณภาพการศึกษา” แต่ประการใด ซึ่งอาจจะเป็นการปรับไม่ถูกจุด ไม่ตรงประเด็น การบริหารจัดการด้านบุคลากร ผู้เกี่ยวข้องทางการศึกษา ไม่ควรที่จะมองข้าม การให้ขวัญกำลังใจ ด้วยการเติบโตในวิชาชีพ จึงเป็นประเด็นที่น่าคิด ซึ่งในทุกวันนี้ยังมีบุคลากรในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่เป็นไม้เป็นมือ เป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ที่จะเป็นพลังในการร่วมขับเคลื่อนสู่ “คุณภาพการศึกษา” แต่ด้วยอุปสรรคทางตันแห่งการเติบโตในวิชาชีพ จึงเกิดความท้อแท้และผ่อนคลายในการปฏิบัติงาน “ทำไป ก็ไม่ดีไปกว่านี้” นี่คือคำรำพึงรำพันที่ได้รับทราบ ที่นำกล่าวคือ บุคลากรทางการศึกษาตามมาตร 38ค(2) หรือ “มนุษย์พันธุ์38ค(2)” ที่ปฏิบัติงานบนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และสำนักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษา (สพม.) นั่นเอง ยื่นหนังสือให้นายตวง อันทะไชย คณะกรรมาธิการการศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) มูลเหตุแห่งสายทางที่ไม่มีความเจริญเติบโต จนเกิดความท้อแท้ในโชคชะตา เพราะถูกบังคับด้วยกฎ ระเบียบ ที่ระบุใน พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 มาตรา 38 ค(2) ที่กำหนดว่า “ตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด หรือตำแหน่งของข้าราชการที่ ก.ค.ศ. นำมาใช้กำหนดให้เป็นตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตามพระราชบัญญัตินี้ การกำหนดระดับตำแหน่ง และการให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของบุคลากรทางการศึกษาอื่นตาม ค. (2) ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.ค.ศ. โดยให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดตำแหน่ง และการให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญมาใช้บังคับโดยอนุโลม” จาก พ.ร.บ.และมาตราดังกล่าว บุคลากรที่ปฏิบัติงานบนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา แม้แต่ชื่อที่จะเรียกก็ไม่มี จะเป็น “ครู” ก็ไม่ใช่ จะเป็น “ข้าราชการพลเรือน” ก็ไม่ใช่ จากวันปฏิรูปการศึกษา และใช้ พ.ร.บ.ระเบียบฯ 2547 มาจนถึงวันนี้ ความก้าวหน้าทางวิชาชีพหาไม่เจอ ทั้งที่อยู่บนสถานที่ทำงานเดียวกันกับ ศึกษานิเทศก์ และทำหน้าที่ในการสนับสนุนสถานศึกษาให้มีความคล่องตัว เช่นเดียวกัน ใน 4 ด้าน มี ด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ ด้านบุคลากร และด้านบริหารทั่วไป สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหลายแห่งมีนโยบายในการทำงานแทนสถานศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อให้ครูผู้สอนได้มีเวลาเต็มที่กับการเรียนการสอน การทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เต็มความสามารถของบุคลากรบนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ของบุคลากร 38ค(2) ก็ด้วยเล็งผล “คุณภาพการศึกษา” แต่เมื่อถึงจุดที่จะเดินทางในความก้าวหน้าไม่ได้ ก็เกิดความท้อแท้ มองบุคลากรสายงานอื่น ทั้งในและนอกสังกัด หลายกรม กอง มีการแก้ไขกฎ ระเบียบ มีเงินวิทยฐานะ ค่าตอบแทน บุคลากรในสังกัดนั้นก็เต็มที่ เดินหน้าในการปฏิบัติในความรับผิดชอบ ส่วนบุคลากร 38ค(2) ก็จะเกิดปรากฏการณ์ “พักผ่อนในตัว เพียงพอแล้ว” มองตนเองเหมือน “คนชายขอบในชายคา” ที่หยั่งหาความก้าวหน้ามืดมิด ถึงจุดนี้ สมัชชาบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มชนปฏิบัติงานบนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ได้นำเสนอการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้ทุกคนที่ปฏิบัติงานบนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้เติบโตในวิชาชีพ ด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อชาติต่อเจ้ากระทรวงศึกษาธิการหลายท่านแล้ว หากเบื้องบนได้เหลือบมอง “จุดน้อย” ให้เป็นส่วนหนึ่งของ “จุดใหญ่” ให้เป็นจิ๊กซอว์ ที่ร่วมเพิ่มเติมเต็มในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เปิดเส้นทางของความก้าวหน้าให้เขาได้ไต่เส้นทางด้วยคุณภาพของงาน ตามวิทยาการเทคโนโลยี ตามลำดับเส้นทางระดับตำแหน่ง มีวิทยฐานะ ค่าตอบแทน ตามพลังความสามารถแห่งตน ไม่กีดกั้นสายวิชาการ สายทั่วไป ไล่ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาออกจากวงการศึกษา ด้วยการแก้ไขกฎ ระเบียบ ที่ปิดกั้น หรือหากเจ้ากระทรวงศึกษาธิการ และผู้นำประเทศใช้ มาตรา 44 ที่ทรงอานุภาพในการแก้ไขปัญหาทั้งปวง ด้วยการปลดปล่อยบุคลากรในสังกัดกระทรวงศึกษาฯ ทุกคน ทุกตำแหน่ง เป็น “ครู สนับสนุนการศึกษา” การไล่ล่า “คุณภาพการศึกษา” ก็แค่เอื้อม!!

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน 2558

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: