Home > ข่าวการศึกษา > สมาคมร้านค้าฯร้องสื่อวอนศธ.ทบทวนผูกขาดตำรา

สมาคมร้านค้าฯร้องสื่อวอนศธ.ทบทวนผูกขาดตำรา

November 13, 2015

สมาคมร้านค้าฯร้องสื่อวอนศธ.ทบทวนผูกขาดตำรา : กมลทิพย์ ใบเงินรายงาน

ie9gj7bb6bikeba5ejhe8.jpg

“ภคภพ ตัณฑเศรณี” นายกสมาคมส่งเสริมร้านค้าหนังสือและเครื่องเขียนไทย ร้องเรียนผ่าน “สมาคมผู้สื่อข่าวการศึกษา” วอนศธ. ทบทวนข้อเสนอ “ธเนศพล” ให้สพฐ.สั่งการให้ร.ร.ในสังกัดกว่า 3.5 หมื่นแห่ง สั่งซื้อแบบเรียน 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้หลักจากองค์การค้าฯ โอด! กระทบธุรกิจเอสเอ็มอีและวิถีชุมชน ร้านค้ากว่า 700 แห่ง พนักงานอีก 27,000 ครอบครัว และนักเรียน นักศึกษา ที่ทำงานช่วงปิดเทอมร่วม 1,000 ชีวิต ระบุ 16 พ.ย.นัดขอเข้าพบ “บิ๊กหนุ่ย”เพื่อหาทางออก เมื่อเวลา 11.00 น. ที่โรงแรมตรัง แยกวิสุทธิกษัตริย์ วังขุนพรหม กรุงเทพมหานคร ได้มีตัวแทนร้านค้าหนังสือแบบเรียน นำโดย นายภคภพ ตัณฑเศรณี นายกสมาคมส่งเสริมร้านค้าหนังสือและเครื่องเขียนไทย และนายณัฐวุฒิ วิทยานนท์ ตัวแทนร้านสมใจ และนายส่งศักดิ์ สายปัญญา นัดพบกรรมการบริหารสมาคมผู้สื่อข่าวการศึกษา เพื่อร้องเรียนขอความเป็นธรรมผ่านสมาคมผู้สื่อข่าวการศึกษาไปถึงพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) และนายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ หัวหน้าคณะทำงานกำหนดแนวทางการประเมินประสิทธิภาพและติดตามการดำเนินงานขององค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ขอให้ทบทวนข้อเสนอที่จะให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน)สพฐ.)ขอความร่วมมือโรงเรียนในสังกัดสพฐ.สั่งซื้อหนังสือใน 4 กลุ่มสาระการเรียนรู้หลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย และสังคมศึกษา ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 จากองค์การค้าฯ และให้บริษัทไปรษณีย์ไทยดำเนินการจัดส่งแทนการสั่งซื้อจากสำนักพิมพ์เอกชน อ้างเพื่อให้เด็กได้ใช้ตำราที่มีเนื้อหาเดียวกันและแก้ปัญหาการจัดส่งหนังสือล่าช้า นายภคพล เผยว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากสมาชิกในสมาคม กว่า 700 ร้านค้าหนังสือแบบเรียนทั่วประเทศไทย ต่างวิตกทุกร้อนกันไปหมดกับข้อเสนอดังกล่าว ในการสั่งซื้อหนังสือแบบเรียน 4 วิชาจากองค์การค้าฯ และให้ไปรษณีย์เป็นผู้ดำเนินการจัดส่งนั้น หากเกิดขึ้นจริง แน่นอนร้านค้าหนังสือส่วนใหญ่กระจายอยู่ตามชุมชนทั่วประเทศ จะได้รับความเดือดร้อนแน่นอน รวมถึงพนักงานกว่า 27,000 ครอบครัว อาจจะต้องถูกเลิกจ้างได้ในอนาคต หากร้านค้าไม่ต้องจัดส่งตำราเรียนให้แก่โรงเรียนกว่า 35,000 แห่งทั่วประเทศ “ร้านค้าหนังสือส่วนมากกระจายอยู่ตามชุมชน กลายเป็นธุรกิจเอสเอ็มอี ที่สร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านในชุมชน มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาตลอด ยิ่งช่วงปิดเทอมเดือนมีนาคม-เมษายน เวลา 40 วันที่ร้านค้าต้องบรรจุหนังสือแบบเรียนส่งให้แก่โรงเรียนทั่วประเทศ ทุกปีจะมีนักเรียน นักศึกษา มาทำงานทั้งในร้านค้าและระบบขนส่ง ที่บริการส่งตรงถึงห้องเรียน มีนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นม.3-ปริญญาตรีเข้ามาทำงาน บางคนทำงานจนสามารถจ่ายค่าเทอมได้ และเลี้ยงพ่อแม่ได้ หากระบบที่ดำเนินมากว่า 10 ปี หลังเปิดเสรีตำราเรียนนี้ต้องยกเลิกไป แน่นอนย่อมส่งผลกระทบต่อเยาวชนที่หารายได้ช่วงปิดเทอม ซึ่งมีอยู่ร่วม 1,000 คน รายได้ส่วนนี้อาจจะต้องขาดหายไป รวมถึงต้นทุนร้านค้าขนาดใหญ่ที่มีการเก็บสต็อกตำราเรียนมูลค่าหลายล้านบาทก็ต้องเดือดร้อน อีกทั้งร้านค้าหนังสืออาจต้องเลิกกิจการไป” นายกสมาคมส่งเสริมร้านค้าฯ กล่าว นายภคภพ เผยอีกว่า องค์การค้าฯ ถือเป็นคู่ค้ารายใหญ่ของร้านค้าหนังสือ หากเป็นร้านค้าหนังสือขนาดใหญ่จะได้รับส่วนลดร้อยละ 25 ส่วนร้านค้าหนังสือขนาดเล็กจะได้รับส่วนลดร้อยละ 10 แต่ละร้านค้าจะสั่งซื้อหนังสือล่วงหน้าเพื่อเตรียมการขนส่งให้โรงเรียนหลังเทศกาลสงกรานต์ผ่านไปแล้ว มีเวลาจัดส่ง 40 วัน ขณะที่ครูก็เตรียมการสอนตามหนังสือแบบเรียนที่คาดว่าจะนำมาใช้ให้เหมาะสมกับนักเรียน ทุกอย่างในกระบวนการขายตำราเรียนได้มีการเตรียมการล่วงหน้านาน ทั้งเตรียมกำลังคน เตรียมรถขนส่ง ทั้งแบบรถบรรทุก 10 ล้อ รถบรรทุก 12 ล้อ รถบรรทุก 18 ล้อ หรือแม้กระทั่งต้องใช้รถพ่วง “ประมาณเดือนมีนาคม ของทุกปี เมื่อสพฐ.จัดสรรงบประมาณรายหัวส่งไปให้แต่ละโรงเรียน จากนั้นโรงเรียนจะประกาศจัดซื้อจัดจ้าง เปิดซอง สอบราคา และกำหนดวันนัดส่งหนังสือตำราแบบเรียนให้แก่โรงเรียน ส่วนมากทางผู้บริหารและครูจะเป็นฝ่ายนัดจัดส่งหนังสือเรียน และทุกปีจะจัดส่งถึงโรงเรียนก่อนเปิดเทอม เมื่อเปิดเทอมนักเรียนก็มีตำราเรียนทันที หากให้บริษัทไปรษณีีย์จัดส่งหนังสือ ผมไม่แน่ใจว่าจะดำเนินการได้ทันเปิดภาคเรียนหรือไม่ เพราะการจัดส่งหนังสือเรียนแตกต่างจากสินค้าอื่น เพราะต้องมีการแยกกล่อง แยกวิชา แยกระดับชั้นเรียน ระดับห้องเรียน เรียกว่าอำนวยความสะดวกให้แก่โรงเรียนเต็มที่” นายภคภพ ระบุ ขณะที่ นายณัฐวุฒิ วิทยานนท์ ตัวแทนร้านสมใจ กล่าวเสริมว่า ธุรกิจร้านหนังสือในปัจจุบันแทรกอยู่ทุกชุมชน เป็นแหล่งงานให้แก่เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้การทำงาน เป็นธุรกิจเอสเอ็มอีที่ไม่หวังผลกำไรมากนักแต่ต้องดูแลเอาใจใส่พนักงานที่เป็นชาวบ้านในชุมชน ให้สามารถเลี้ยงชีพได้ หากต้องมีการผูกขาดตำราเรียน เกรงว่าร้านค้าหนังสือจะล้มหายตายจากกันไปหมด เพราะอยู่ไม่ได้ ขอให้รัฐบาลทบทวนในเรื่องนี้

นายกสมาคมส่งเสริมร้านค้าฯ กล่าวอีกว่า ได้พยายามขอเข้าพบ นายธเนศพล ซึ่งได้รับคำแนะนำที่ดีหลายอย่าง แต่เรื่องนี้ถือว่ายังไม่ถึงที่สิ้นสุด ซึ่งทางสมาคมได้ติดต่อประสานงานเพื่อขอเข้าพบ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เพื่อขอความเป็นธรรม และขอให้ รมว.ศึกษาธิการทบทวนข้อเสนอดังกล่าว ในเบื้องต้นจะได้เข้าพบ รมว.ศึกษาธิการ ในวันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายนนี้ อนึ่ง นักเรียนชั้น ป.1-ป.6 ที่จะได้รับแจกฟรีตำราเรียนตามนโยบายเรียนฟรี 12 ปี มีจำนวน 10 ล้านคน อีกทั้งประเทศไทยได้เปิดเสรีตำราเรียนมาตั้งปี 2542 หากใช้อำนาจรัฐ ให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อตำราเรียนจากหน่วยงานของรัฐ เท่ากับหน่วยงานรัฐทำผิดกฎหมายบ้านเมือง ผิดทั้งพ.ร.บ.การศึกษา 2542 ผิดทั้งพ.ร.บ.ฮั้ว 2542 ผิดทั้งพ.ร.บ.ป.ป.ช. และเข้าข่ายรัฐผูกขาดตำราเรียนเป็นการฮั้วขั้นเทพระหว่างรัฐต่อรัฐ หากดูเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นในการปฏิรูปการศึกษาของ “พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ” รมว.ศึกษาธิการแล้ว สังคมไทยพอจะมีความหวังได้ว่า “รััฐมนตรีศึกษาฯ คนนี้” คงไม่อยากเห็นภาพการทำลายระบบเอสเอ็มอีของชุมชน ที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ชูธงขับเคลื่อนค่อนประเทศไทย รวมถึงไม่อยากเห็นภาพเด็กนักเรียนได้รับหนังสือช้า ไม่ทันเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2559 อย่างแน่นอน นะขอบอก !!

วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2558

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: