Home > ข่าวการศึกษา > นักวิจัยคาดอีก๕ปีมีวัคซีน

นักวิจัยคาดอีก๕ปีมีวัคซีน

November 17, 2015

hihcb7abhkabcc5kk8b8j.jpg

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2558 ศ.นพ.สุธี ยกส้าน หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนาวัคซีน สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ว่า ที่มหาวิทยาลัยมหิดลพัฒนาเมื่อปี 2552 แต่เนื่องจากประเทศไทยไม่มีกำลังผลิตในภาคอุตสาหกรรมจึงได้มอบสิทธิในการผลิตภาคอุสาหกรรมให้กับบริษัทในประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้สำหรับวัคซีนดังกล่าวเป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ เมื่อฉีดเข้าไปแล้วไม่ได้ก่อโรค แต่จะไปกระตุ้นให้ร่างกายเกิดภูมิคุ้มกัน ขณะนี้ผ่านการทดลองในลิงแล้วพบว่ามีประสิทธิภาพดี สามารถสร้างภูมิคุ้มกันเชื้อไวรัสเดงกี่ได้ 100% ในทุกสายพันธุ์ ภายในเข็มเดียว โดยคุ้มกันจะเกิดขึ้นภายใน 14 – 28 วัน และมีภูมิคุ้มกันยาวนานประมาณ 5-10 ปี

“ขณะนี้อยู่ระหว่างการวิจัยในคน เริ่มดำเนินการในปี 2559 โดยแบ่งออกเป็น 3 เฟส คือ เฟสแรกจะทดลองในเทศออสเตรเลีย กลุ่มตัวอย่าง 20-50 คน ใช้เวลา 1 ปี เฟสที่ 2 ทดลองฉีดในคนไทย เพราะมีการระบาดของโรคไข้เลือดออกมาตลอด โดยมีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 100-400 คน ใช้เวลาในการศึกษา 2 ปี และเฟสที่ 3 ดำเนินการในประเทศไทยเช่นเดียวกัน โดยมีประชากรกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 5,000 คนขึ้นไป ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี จึงคาดว่าน่าเสร็จสมบูรณ์พร้อมใช้ในอีก 5 ปีข้างหน้า”นพ.สุธี กล่าว ด้านรศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ขณะนี้อาการโดยรวมของปอ ทฤษฎี ยังเหมือนเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2558 ส่วนที่ผ่านมาโรงพยาบาลมีการให้รายละเอียดของอาการเกี่ยวกับปอด ไต หัวใจแต่ไม่ได้กล่าวถึงอาการของสมอง เนื่องจากประเมิน 100 % ไม่ได้เพราะมีการให้ยา แต่จากการตรวจไม่พบร่องรอยว่ามีอาการสมองบวม จึงไม่ได้ให้ข้อมูลในส่วนนี้ อย่างไรก็ตาม หากมีข้อมูลที่สำคัญโรงพยาบาลจะให้รายละเอียดต่อไป

สกว.ชูผลงานวิจัยเชิงพื้นที่‘ลานสกาโมเดล’ระบบเฝ้าระวัง

ขณะที่ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา รองผู้อำนวยการ หน่วยบูรณาการวิจัยและความร่วมมือเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area-Based Collaborative Research) สกว. กล่าวว่าเป็นที่ทราบดีถึงสถานการณ์การระบาดของไข้เลือดออกปีนี้อยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง ปัจจุบันไทยมีผู้ป่วยถึงแสนกว่ารายและมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้กว่าร้อยคน โดยเฉพาะภาคตะวันออกและภาคใต้ ซึ่งเราจะเห็นได้จากข่าวจากสื่อตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา การป้องกันเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการยับยั้งการระบาดนี้ โดยเฉพาะการป้องกันและดูแลโดยชุมชนเอง ผลงานวิจัยเรื่อง “รูปแบบการแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออกอย่างยั่งยืนในพื้นที่เสี่ยงสูงและต่ำจังหวัดนครศรีธรรมราช” เกิดจากความร่วมมือระหว่าง สกว. และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่ต้องการสนับสนุนให้เกิดงานวิจัยที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่สำคัญของพื้นที่ ร่วมกับการทำงานกับกลไกและภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เป็นงานวิจัยเชิงปฏิบัติการที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยที่งานวิจัยเสร็จสิ้นแล้ว กลไกและภาคีในพื้นที่ก็สามารถดำเนินงานแก้ไขปัญหาของตนเองได้

ด้านรศ.ดร.จรวย สุวรรณบำรุง นักวิจัยจากสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์กล่าวว่าอ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช เป็นอำเภอที่มีอัตราการป่วยด้วยไข้เลือดออกซ้ำๆในบรรดา 23 อำเภอของจังหวัด โดยสถิตการป่วยโรคนี้ย้อนหลัง 5 ปี (2552 – 2556) สูงกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดคือมากกว่า 50 รายต่อประชากร 1 แสนคนเมื่อมีการทำวิจัยโดยการพัฒนารูปแบบการแก้ไขปัญหาโรคนี้โดยอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน รวมทั้งดำเนินการเฝ้าระวังดัชนีลูกน้ำยุงลายโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ร่วมกับการดำเนินการในภาคครัวเรือน พบว่าอัตราการป่วยลดลงในปี 2557 และไม่พบอัตราการตาย การวิจัยครั้งนี้ทำให้ได้ข้อค้นพบว่า เราสามารถสร้างนวัตกรรมในการประเมินพื้นที่เสี่ยงสูงและต่ำระดับหมู่บ้าน ทำให้รู้แต่ละหมู่บ้านมีความเสี่ยงอยู่ในระดับใด เกิดรูปแบบก่ารแก้ไขปัญหาโรคไข้เลือดออกอย่างเป็นระบบตั้งแต่ครัวเรือนถึงภาพรวมของอำเภอ โดยมี อสม.เป็นกลุ่มที่ดูแลเข้าถึงทุกครัวเรือน มีการเก็บข้อมูลดัชนีลูกน้ำยุงลายทุกๆวันที่ 25 ของเดือน เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวไปคำนวณ ประชุมวางแผนอาจกล่าวได้ว่า ผลงานวิจัยชิ้นนี้มีส่วนกระตุ้นให้แกนนำชุมชน อสม. ตื่นตัวที่จะเรียนรู้เรื่องโรคไข้เลือดออกและการเฝ้าระวังดัชนีลูกน้ำยุงมากขึ้น ประชาชนมีส่วนร่วมครอบคลุมทั้งอำเภอ มีนวัตกรรมเกณฑ์การประเมินหมู่บ้านเสี่ยงสมรรถนะชุมชนและรูปแบบการแก้ปัญหาโรคไข้เลือดออกของพื้นที่เสี่ยงสูงรวมถึงในส่วนของโปรแกรมดัชนีลูกน้ำยุงลายนั้นสามารถนำไปถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่พื้นที่อื่นๆได้

วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน 2558

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: