Home > ข่าวการศึกษา > สัมผัสวิถีชีวิตวัฒนธรรม มะมุ สู่การปรับตัวท่ามกลางปัญหา

สัมผัสวิถีชีวิตวัฒนธรรม มะมุ สู่การปรับตัวท่ามกลางปัญหา

November 29, 2015

หลากมิติเวทีทัศน์ : สัมผัสวิถีชีวิตวัฒนธรรม “มะมุ” สู่การปรับตัวท่ามกลางปัญหา : โดย…รัชตะ มารัตน์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน

ggebbb6gahbc5j5deibhd.jpg

“คอคอดกระ สหภาพเมียนมาร์ ระยะทาง 100 เมตร”

ป้ายริมถนนบนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 ช่วงพื้นที่จังหวัดชุมพรกับระนอง เป็นภาพที่ผู้อ่านหลายท่านคงเคยได้พบเห็น หรือแม้แต่ท่านที่ไม่เคยเดินทางผ่านก็คงจะเคยศึกษาเรียนรู้ถึงพื้นที่ที่แคบที่สุดในคาบสมุทรมลายู มาบ้างไม่มากก็น้อย

“ตำบลมะมุ” ตำบลหนึ่งของอำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง คือ ที่ตั้งของสถานที่ดังกล่าว นับเป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์หลายประการ ทั้งการทำศึก การทำการค้า ที่สำคัญแม้กระทั่งการเสด็จประพาสต้นของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 เมื่อปีพุทธศักราช 2433 จนมาถึงในยุคสมัยการทำสัมปทานป่าไม้ตามนโยบายรัฐบาล และการประกาศเขตป่าในพื้นที่

อนันต์ สร้อยชั้น หนุ่มวัยกลางคนลูกหลานพี่น้องชาวมะมุ ซึ่งปัจจุบันรับตำแหน่งเป็นเลขานุการสภาองค์กรชุมชนตำบลมะมุ เล่าให้ฟังว่า “โดยปกติคนจากภายนอกมักไม่ค่อยเข้ามาสัมผัสที่มะมุมากเท่าไหร่นัก เพราะมะมุเป็นเพียงเส้นทางผ่าน จะเป็นที่รู้จักหน่อยก็ซาลาเปาทับหลี ที่ชาวจีนอพยพได้เข้ามาบุกเบิกทำกิจการ ซึ่งในปัจจุบันก็ได้กลายเป็นธุรกิจของคนชั้นกลางไปแล้ว

“อนันต์” เล่าต่อไปว่า ชาวมะมุเองเป็นคนดั้งเดิมในพื้นที่ ส่วนการอพยพของคนที่มาจากภายนอกเข้ามาอยู่เพียงไม่กี่คน ฉะนั้นการอาศัยอยู่จึงมีระบบวัฒนธรรมแบบเครือญาติ ไปไหนมาไหนก็รู้จักกันหมด “คนนั้นมีศักดิ์เป็นพี่ คนนี้มีศักดิ์เป็นน้อง คนนั้นเป็นลุงของแม่ คนโน้นเป็นอาของพ่อ” ก็เรียกได้ว่าอย่างนั้น

ฉะนั้น ระบบการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จึงยังมีให้เห็นมากในพื้นที่ และนั่นหมายความรวมไปถึง รูปแบบวิถีชีวิต การทำงานก็มีลักษณะที่มีความเป็นส่วนรวมมากกว่าที่จะนำเอาผลประโยชน์ของปัจเจกเป็นตัวตั้ง

โดยปกติพื้นที่ตำบลมะมุ เป็นพื้นที่ในการทำเกษตรกรรมเป็นหลักทั้งการปลูกยางพารา ปาล์มน้ำมัน และสวนผลไม้ ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ได้เริ่มต้นมาบุกเบิกตั้งแต่ประมาณ พ.ศ.2520 ภายหลังการสัมปทานป่าไม้ตามนโยบายรัฐบาล คนรุ่นแรกของตำบลที่อาศัยมาตั้งแต่ต้นใช้วิธีการจับจองกันเอง ซึ่งไม่ได้มีการรับรองสิทธิ์อะไร และประกอบสัมมาอาชีพกันเรื่อยมา

จนกระทั่งช่วงปลายปี พ.ศ.2532 เกิดมหาวาตภัยครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทยในรอบหลายสิบปี ที่คนแถบนี้รู้จักกันดี และยังเป็นที่รู้จัก เล่าสืบต่อมาถึงคนรุ่นหลัง เรียกว่า “พายุเกย์” พายุในครั้งนั้นได้สร้างความเสียหายนับมูลค่าไม่ได้ แต่ด้วยอัตลักษณ์แห่งความร่วมมือของพี่น้องมะมุ จึงสามารถผ่านพ้นสถานการณ์เลวร้ายนั้นมาได้ด้วยดี

“อนันต์” เล่าต่อว่า มะมุมาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้ง ก็เมื่อช่วง พ.ศ.2541 เมื่อมีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ที่ให้ความเห็นชอบกับมาตรการ และแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งพื้นที่ที่พี่น้องประกอบอาชีพส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่ามะมุ ทำให้เกิดความไม่มั่นคงในวิถีชีวิตตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา มีทั้งการสำรวจการถือครองพื้นที่ป่าไม้ การขึ้นทะเบียนบุคคลผู้ครอบครอง ตรวจสอบสภาพการใช้ที่ดินจากภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งพี่น้องมะมุส่วนใหญ่ก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เหตุผลหลักเพราะ พวกเขา “ประกอบอาชีพเพื่อเลี้ยงพี่น้องในชุมชน”

“อนันต์” ได้พาผู้เขียนเข้าไปในพื้นที่ห่างไกลตามแนวเชิงเขา กลิ่นข้าวหอมมาเป็นระยะๆ จนได้พบกับไร่ข้าวขนาดใหญ่ที่สุกเหลืองรอการเก็บเกี่ยว ทอดยาวตั้งแต่ตีนเขาไปจนถึงกลางเขา พบพี่น้องกลุ่มใหญ่กำลังขะมักเขม้นลงแรงเก็บเกี่ยวผลผลิต พร้อมกับการพูดคุยหยอกล้อกันไปอย่างสนุกเฮฮา

แดง ขุมเพชร หญิงสูงวัยเจ้าของผืนไร่ข้าวแปลงแรกต้อนรับอย่างเป็นกันเอง พร้อมเล่าเรื่องราวต่างๆ ไปพร้อมกับการเกี่ยวรวงข้าว (ทางภาคใต้เรียกว่าเก็บข้าว) มิหนำซ้ำยังสาธิตวิธีการใช้ “แกละ” เครื่องมือทำมาหากินของพี่น้อง เป็นอุปกรณ์ขนาดพอดีมือ มีความแหลมคมสูง ฉะนั้น ถ้าใช้งานไม่ดี คงได้บาดแผลกลับไปฝากคนที่บ้านอย่างแน่นอน

เก็บข้าวไปได้พักใหญ่พอเต็มกำมือ ผู้เขียนก็ได้มีโอกาสทำความรู้จักกับ ประนอม สร้อยชั้น เจ้าของไร่แปลงข้างๆ ที่มาช่วยลงแรงเก็บเกี่ยวข้าวเหมือนพี่น้องคนอื่นๆ ประหนึ่งเป็นอาสินของตัวเอง เล่าให้ฟังว่า พี่น้องมะมุส่วนใหญ่ปลูกยางพารากันมาแล้ว 1 รอบ พอยางหมดอายุ ซึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 20 กว่าปี ก็ได้ปลูกข้าวไร่บนแปลงของตัวเอง ซึ่งแต่ละคนก็จะเก็บผลผลิตได้ไม่พร้อมกัน ข้าวที่ปลูกมีหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งข้าวขาวพวงพะยอม ข้าวดอกขาม ข้าวเหลือง ข้าวเหนียวขาวไร่และดำไร่ ใช้เวลาประมาณ 4-5 เดือน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ เป็นการรอคอยการเจริญเติบโตของพืชชนิดอื่นๆ ในรอบต่อไป เช่น ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และอื่นๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของราคาพืชผล ต้นทุนการผลิต และความต้องการของตลาด ในช่วงเวลานั้น

สุนีย์ ไพถาวร เกษตรกรอีกรายหนึ่ง เล่าให้ฟังว่า การปลูกข้าวไร่จะเริ่มประมาณช่วงประมาณเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม จะมีพี่น้องมาช่วยลงแรงกันประมาณ 30-40 คน เอาเมล็ดข้าวใส่กระบอกไม้ไผ่ลงในหลุมรอการเจริญเติบโต และเตรียมการปลูกพืชหลักไว้ด้วยในช่วงเวลา และแปลงเดียวกัน การปลูกข้าวไร่ของพี่น้องชาวมะมุไม่ได้ใช้สารเคมีอะไร เพราะเป็นการเพาะปลูกเพื่อกินกันในหมู่เครือญาติ เรียกได้ว่าเก็บไว้กินได้ตลอดทั้งปีโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อข้าวแม้แต่เพียงบาทเดียว

สุเทพ ทวีกุล เจ้าของแปลงที่อยู่สูงขึ้นไปอีกประมาณ 100 เมตร เล่าให้ฟังว่า ข้าวไร่จะมีราคาอยู่ที่เกวียนละประมาณ 10,000 บาทขึ้นไป สำหรับเกษตรกรรายไหนที่เหลือกินเหลือใช้ก็จะเอาไปขายบ้าง การกำหนดราคาก็เป็นไปตามนโยบายของรัฐทั่วๆ ไป รายได้ของคนมะมุส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 20,000-30,000 บาทต่อเดือน บวกลบกลบหนี้แล้วก็เหลือไว้ให้ลูกหลาน

สำหรับเรื่องของการปลูกข้าวไร่เอง ก็ไม่ได้มีหน่วยงานอะไรเข้ามาดูแล เพราะเราทำกินในเขตป่า ไม่มีเอกสารสิทธิ หน่วยงานป่าไม้เขาก็รับรู้แต่เห็นว่าเราประกอบอาชีพเพื่อทำกินและอยู่อาศัย ไม่ได้ค้ากำไรเหมือนนายทุน เลยยังไม่มีมาตรการอะไร จะกังวลอยู่บ้างก็เวลาได้ยินข่าวการตัดโค่นในพื้นที่ใกล้เคียง ก็กลัวว่าของเราจะโดนเหมือนเขา มีหน่วยงานเข้ามาสำรวจจะสร้างเขื่อน เราเองก็คัดค้านกันสุดกำลัง เพราะไม่รู้จะออกไปอยู่ไหน การชดเชยก็คงได้ไม่เหมือนคนที่มีเอกสารสิทธิอยู่แล้ว พี่น้องก็เลยไม่เห็นด้วย

“อนันต์” เล่าถึงการพัฒนาให้ฟังว่า เรามีสภาองค์กรชุมชนตำบลมะมุเป็นองค์กรภาคประชาชนที่เป็นเวทีให้ชาวบ้านนำปัญหามาพูดคุยกันตอนนี้มีเรื่องแผนงานการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน เนื่องจากเราอาศัยอยู่ในที่ดินของรัฐ ซึ่งในปัจจุบันอยู่ในขั้นการสำรวจข้อมูล ผนวกกับการเจรจากับหน่วยงาน ตามด้วยการพัฒนาระบบเกษตรแบบยั่งยืนของพี่น้อง อย่างเช่น การทำหัวไร่สลับกับการทำสวนยาง, ปาล์ม และการสร้างค่านิยมให้ลูกหลานสำนึกรักษ์บ้านเกิด รักษาความเป็น “มะมุ” ให้มากกว่าแค่ชื่อตำบล

(หลากมิติเวทีทัศน์ : สัมผัสวิถีชีวิตวัฒนธรรม ‘มะมุ’ สู่การปรับตัวท่ามกลางปัญหา : โดย…รัชตะ มารัตน์ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน)

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน 2558

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: