Home > ข่าวการศึกษา > สัญญาณเตือน กทม.เจอตอใต้น้ำ ซ้ำรอยพานักข่าวตกคลองลาดพร้าว

สัญญาณเตือน กทม.เจอตอใต้น้ำ ซ้ำรอยพานักข่าวตกคลองลาดพร้าว

December 20, 2015

รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : สัญญาณเตือน กทม.เจอตอใต้น้ำ ซ้ำรอยพานักข่าวตกคลองลาดพร้าว : โดย…บุญล้ำ ลำตะคอง

ckc95jbh9kaahdaagbahc.jpg

กลายเป็นข่าวฮือฮาปรากฏตามสื่อต่างๆ เมื่อเรือสำรวจแนวก่อสร้างเขื่อนในคลองลาดพร้าวที่พาคณะสื่อมวลชนล่องไปในคลองชนกับตอใต้น้ำ ทำให้นักข่าว 2 คนกระเด็นตกลงไปในน้ำได้รับบาดเจ็บ กล้องทีวี 2 ตัว มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท ได้รับความเสียหาย ขณะที่นักข่าวอีก 1 คน ล้มลงกระแทกกับพื้นเรือได้รับบาดเจ็บเช่นกัน ท่ามกลางกระแสข่าวที่สะพัดในสื่อโซเชียลว่าผู้บริหารระดับสูงของ กทม. ที่นำคณะไปสำรวจคลองครั้งนี้ไม่ดูดำดูดีกับนักข่าวที่ตกคลอง จนกระแสข่าวที่ว่านี้ดังกลบเนื้อหาการสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมและแผนงานรองรับด้านที่อยู่อาศัยของชาวบ้านที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการนี้ไปจนเกือบหมด

เขื่อนและแผนรื้อย้ายชุมชนริมคลอง

กรุงเทพฯ เคยเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2526 และ 2538 ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ กทม.จึงได้จัดทำแผนงานป้องกันน้ำท่วมขึ้นมา แผนงานหนึ่งที่สำคัญก็คือ การสร้างเขื่อนคอนกรีตป้องกันตลิ่งและรื้อย้ายบ้านเรือนที่ปลูกสร้างรุกล้ำลงไปในคลองซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ผู้ว่า กทม.และพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมาไม่มีใครอยากจะแตะประเด็นร้อน เพราะจะกระทบต่อฐานคะแนนเสียงในกรุงเทพฯ

จนเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ครม.ชุดรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้เห็นชอบแผนงานดังกล่าวแล้ว แต่ก็ยังยึกยัก ไม่กล้าขับเคลื่อนแผนงาน จนคณะ คสช.เข้ามายึดอำนาจ คสช.ที่ไม่ต้องกังวลเรื่องฐานเสียงเหมือนพรรคการเมืองจึงปัดฝุ่นโครงการขึ้นมาใหม่ โดย กทม.ได้เสนอแผนงานเร่งด่วนในการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตเพื่อระบายน้ำในลำคลองสายหลัก 9 สายในเขตกรุงเทพฯ เพื่อป้องกันน้ำท่วม โดยในช่วงแรก (ปี 2559-2561) จะดำเนินการในคลองลาดพร้าวก่อน

โครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม ประกอบด้วยการก่อสร้างเขื่อนคอนกรีตและประตูระบายน้ำในคลองลาดพร้าว (คลองบางบัว-คลองถนน-คลองสอง) รวมทั้งคลองบางซื่อ และคลองเปรมประชากร จากอุโมงค์เขื่อนยักษ์พระราม 9-รามคำแหง ไปยังประตูระบายน้ำคลองสองสายใต้ เขตสายไหม ความยาวทั้งหมดประมาณ 45 กิโลเมตร (รวม 2 ฝั่ง) และประตูระบายน้ำ 1 แห่ง เพื่อระบายน้ำลงสู่แนวคลองด้านตะวันออกและลงสู่ทะเลต่อไป ใช้เวลาก่อสร้าง 1,260 วัน งบประมาณจำนวน 2,426 ล้านบาท (บริษัทริเวอร์เอ็นจิเนียริ่งประมูลได้ในวงเงิน 1,645 ล้านบาท) โดยสำนักการระบายน้ำ (สนน.) กทม.รับผิดชอบ ทั้งนี้ สนน.มีเป้าหมายที่จะก่อสร้างเขื่อนให้มีความกว้างขนาด 38 เมตร ตลอดทั้งโครงการ และจะขุดลอกคลองให้ลึกจากเดิมอีก 3 เมตร

ส่วนประชาชนที่จะได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน รัฐบาลมอบหมายให้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ที่ดำเนินโครงการบ้านมั่นคงให้แก่ประชาชนมาก่อนรับผิดชอบจัดทำแผนงานรองรับด้านที่อยู่อาศัย ซึ่งตามแผนงาน 3 ปีจะมีพื้นที่ดำเนินการในเขตห้วยขวาง วังทองหลาง ลาดพร้าว จตุจักร หลักสี่ บางเขน ดอนเมือง และสายไหม รวม 74 ชุมชน จำนวน 11,004 ครัวเรือน ประชากร รวม 64,869 คน ใช้งบประมาณรวม 4,061 ล้านบาท

ส่วนเรื่องที่ดินกรมธนารักษ์ในฐานะเจ้าของที่ดินริมคลองที่ชุมชนตั้งอยู่ ก็จะให้ชาวบ้านเช่าที่ดินในระยะยาวราคาถูก เพื่อให้ชาวบ้านอยู่อาศัยในที่ดินเดิมได้ โดยการย้ายบ้านพ้นแนวเขื่อน จัดผังชุมชนใหม่ หากที่ดินไม่พอเพียง ชาวบ้านก็ต้องรวมกลุ่มกันไปหาซื้อที่ดินใหม่ หรือหาที่อยู่อาศัยของการเคหะ โดยรัฐจะสนับสนุนงบประมาณบางส่วน

แม้ว่า พอช.มีการจัดทำแผนรองรับด้านที่อยู่อาศัยของประชาชนก็ตาม แต่ที่ผ่านมาทั้งโครงการก่อสร้างเขื่อนและที่อยู่อาศัยแทบจะไม่มีความคืบหน้า เนื่องจากคณะกรรมการชุดใหญ่ที่รับผิดชอบโครงการนี้ คือ “คณะกรรมการอำนวยการกำหนดนโยบายการบริหารจัดการสิ่งก่อสร้างรุกล้ำลำน้ำสาธารณะ” ซึ่งมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เป็นประธาน (ได้รับการแต่งตั้งเมื่อ 16 กันยายน ที่ผ่านมา โดยนายกรัฐมนตรี) ยังไม่มีการจัดประชุมเพื่อขับเคลื่อนแผนงานแต่อย่างใด เนื่องจาก พล.อ.ประวิตร มีภารกิจมากมายหลายด้าน

ขณะเดียวกัน ก็มีกลุ่มคัดค้านโครงการนี้ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน นำโดย สิระ เจนจาคะ อดีตผู้สมัคร ส.ส.ในเขตหลักสี่ และเป็นอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ศิษย์เอกของ “หลวงปู่พุทธะอิสระ” นำชาวบ้านที่ไม่อยากจะรื้อย้าย รวมทั้งกลุ่มเจ้าของบ้านเช่า เจ้าของร้านอาหารริมคลอง เจ้าของบ้านหลังใหญ่ที่ปลูกบ้านอยู่ในที่ดินของกรมธนารักษ์ (บุกรุกและไม่ได้เช่าที่ดิน) โดยพุ่งเป้าไปที่ พอช.ซึ่งเป็นหน่วยงานจัดทำเรื่องที่อยู่อาศัย เนื่องจากกลุ่มคัดค้านไม่กล้าที่จะชนกับ คสช.โดยตรง ทั้งนี้กลุ่มคัดค้านมียุทธศาสตร์ที่จะยื้อโครงการนี้ออกไป โดยตั้งเป้าว่าหากสร้างบ้านมั่นคงไม่ได้ เพราะชาวบ้านยังไม่ยอมรื้อย้าย เขื่อนก็สร้างไม่ได้ เมื่อรัฐบาล คสช.หมดอายุภายในปี 2561 โครงการเขื่อนก็จะยกเลิกไปโดยปริยาย

ความไม่เป็นเอกภาพของหน่วยงานต่างๆ จึงทำให้โครงการนี้คืบคลานไปอย่างช้าๆ โดยสำนักการระบายน้ำ กทม. มีแผนที่จะสร้างเขื่อนให้มีแนวความกว้างตลอดทั้งคลอง 38 เมตร เพื่อให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่สภาพข้อเท็จจริงคือ ความกว้างของคลองลาดพร้าวและคลองอื่นๆ ส่วนใหญ่มีความกว้างไม่ถึง 38 เมตร หากจะเอาขนาดดังกล่าว ชาวบ้านเกือบทุกชุมชนจะต้องโดนรื้อย้ายออกไปเกือบทั้งหมด ซึ่งคณะทำงานของพล.อ.ประวิตรได้ลงมาสำรวจแนวคลองเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีความเห็น สรุปว่า “แนวเขื่อนไม่ต้องกว้างถึง 38 เมตร ให้ดูตามความเหมาะสมของสภาพคลองและสภาพชุมชน เพื่อให้เขื่อนสร้างได้ คนอยู่ได้”

ความไม่ชัดเจนของสำนักการระบายน้ำว่าจะสร้างเขื่อนกว้างกี่เมตร จะเอา 38 เมตร หรือน้อยกว่านั้นเพื่อให้ชุมชนอยู่ในที่เดิมได้ จึงทำให้ชุมชนที่มีการเตรียมความพร้อมที่จะสร้างบ้านมั่นคง เช่น ชุมชนคนรักถิ่นและแจ้งวัฒนะ 5 ริมคลองเปรมประชากร เขตหลักสี่ ซึ่งชาวบ้านรื้อย้ายบ้านเรือนออกจากคลองมานานกว่า 4 เดือนแล้ว ยังไม่สามารถสร้างบ้านได้ เนื่องจากติดขัดขั้นตอนการขออนุญาตจากทาง กทม. อีกทั้งกรมธนารักษ์ก็ยังไม่ให้ชาวบ้านเช่าที่ดิน เนื่องจากยังไม่รู้แนวเขื่อน ขณะที่กลุ่มคัดค้านก็ไปกดดันต่อทางสำนักงานเขตหลักสี่ จนมีคำสั่งจากทางสำนักงานเขต ให้ระงับการก่อสร้างบ้านทั้ง 2 ชุมชน

กทม.ระวังเจอตอใต้น้ำรอบสอง

ล่าสุด เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร ในฐานะประธานคณะกรรมการ ได้จัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเดินหน้าโครงการเป็นครั้งแรก โดยจะมีการนำเรื่องเข้าสู่ ครม.ในสัปดาห์หน้า หลังจากนั้นโครงการสร้างเขื่อนและการจัดการสิ่งรุกล้ำลำน้ำ ตลอดจนแผนรองรับเรื่องที่อยู่อาศัยชุมชนริมคลองจะเริ่มดำเนินการภายในต้นปี 2559 และจะแล้วเสร็จภายในเวลา 3 ปี

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวออกมาจาก กทม.ตลอดว่า ชาวบ้านหลายพันครัวเรือนพร้อมที่จะรื้อย้ายบ้านเรือนออกจากแนวเขื่อนแล้วก็ตาม แต่โดยข้อเท็จจริงผู้บริหาร กทม.ยังไม่เคยลงไปสัมผัสกับความจริงในพื้นที่เลย มีเพียงบางสำนักงานเขตที่ร่วมกับ พอช.เท่านั้นที่มีการจัดประชุมสร้างความเข้าใจกับชาวบ้าน เช่น เขตห้วยขวาง หลักสี่ และดอนเมือง ขณะที่แกนนำกลุ่มต่อต้านยังคงเคลื่อนไหวจัดประชุมในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และตั้งเป้าหมายว่าจะล้มโครงการบ้านมั่นคงให้ได้

ส่วนการพาสื่อมวลชนและคณะผู้บริหาร กทม.นำโดย นพ.พีระพงษ์ สายเชื้อ ปลัด กทม.ไปสำรวจแนวคลองลาดพร้าวที่จะก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม ที่ผ่านมา และเกิดอุบัติเหตุเรือสื่อมวลชนชนตอใต้น้ำทำให้ช่างภาพที่ยืนถ่ายภาพอยู่บนหัวเรือกระเด็นตกลงไปในน้ำนั้น สาเหตุก็คือ คนขับเรือของสำนักการระบายน้ำไม่รู้ร่องน้ำคลองลาดพร้าวช่วงที่ลอดใต้สะพานสอง (ใกล้ตลาดสะพานสอง) จึงแล่นเรือเข้าไปในร่องน้ำด้านขวาซึ่งมีสิ่งโสโครกอยู่ใต้น้ำ ขณะที่เรือลำอื่นๆ และเรือของชาวบ้านที่ร่วมสำรวจคลองจะแล่นในร่องกลางที่ระดับน้ำลึกกว่า

ฉะนั้นการเดินหน้าก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมของ กทม. ในขณะที่ปัญหาต่างๆ ยังไม่ได้รับแก้ไข เช่น อุปสรรคในการขออนุญาตก่อสร้างบ้านจากสำนักงานเขต การเช่าที่ดินกรมธนารักษ์ ฯลฯ โดยเฉพาะประเด็นการกำหนดแนวความกว้างของเขื่อนของสำนักการระบายน้ำ กทม.ว่าจะเอากี่เมตร หากยังยืนกรานว่าจะเอาขนาด 38 เมตร เชื่อว่าชาวบ้านหลายสิบชุมชนที่ยอมรื้อบ้านให้พ้นแนวคลองเพื่อให้ “เขื่อนสร้างได้ คนอยู่ได้” จะต้องกลับลำ แล้วหันมาต่อต้านโครงการนี้อย่างแน่นอน

การเดินเรือแบบสุ่มเสี่ยงโดยไม่รู้ร่องน้ำคราวนี้ อาจจะเจอตอที่ใหญ่กว่าเดิม แถมยังจะพาผู้บริหาร กทม.ร่วงลงไปในคลองที่มืดดำและเน่าเหม็นเหมือนที่นักข่าวเคยตกลงไปแล้วก็เป็นได้..!!

(รักชีวิต รักษ์สิ่งแวดล้อม : สัญญาณเตือน กทม.เจอตอใต้น้ำ ซ้ำรอยพานักข่าวตกคลองลาดพร้าว : โดย…บุญล้ำ ลำตะคอง)

วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม 2558

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: