Home > ข่าวการศึกษา > ควบรวม อาชีวะเอกชน เกิดปัญหา…ใครรับผิดชอบ?

ควบรวม อาชีวะเอกชน เกิดปัญหา…ใครรับผิดชอบ?

February 14, 2016

“ควบรวม” อาชีวะเอกชน เกิดปัญหา…ใครรับผิดชอบ? : โดย…ทีมข่าวการศึกษา

g8bbfgh65b965fkj8h6ab.jpg

ไม่แปลก…ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และในฐานะหัวหน้า คสช. ใช้มาตรา 44 ประกาศราชกิจจานุเบกษาสัั่งควบรวมอาชีวศึกษาภาครัฐและเอกชน เพราะต่อให้ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีการประกาศอย่างชัดเจน สั่งควบรวมอาชีวศึกษา แต่ถ้าติดตามดูข่าวมาตลอดเรื่องนี้เกิดมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2558

ทั้งนี้ ทันทีที่มีการประกาศคำสั่งดังกล่าว ส่งผลให้อำนาจในการบริหารจัดการของวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชนอาจต้องย้ายโอนไปอยู่วิทยาลัยอาชีวศึกษาของรัฐ โดยมี “ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.)” เป็นแม่ทัพในการขับเคลื่อนองคาพยพครั้งนี้ ทว่าขณะที่ทุกฝ่ายที่เป็นตัวแทนภาครัฐ การันตีว่าคำสั่งดังกล่าวจะส่งผลต่อการพัฒนาอาชีวศึกษาไทยให้มีคุณภาพเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่เมื่อยังไม่มีผลลัพธ์ที่ชัดเจนจะให้ไม่มีข้อกังขาความห่วงใย แล้วหากไม่ได้ดีอย่างที่คิด แล้วใคร…? ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

ดร.ศุภเสฏฐ์ คณากูล ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษากุสุมภ์เทคโนโลยี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา กล่าวว่า เรื่องนี้ได้มีการหารือกันมานานว่าจะดำเนินการเช่นใดซึ่งคำสั่งดังกล่าวก็ไม่ได้ผิดโผไปจากที่คาดการณ์เอาไว้ ซึ่งในส่วนตัวมองว่าหากการควบรวมอาชีวศึกษาภาครัฐและเอกชนจะทำให้การบริหารจัดการทั้งในส่วนของคุณภาพบัณฑิตอาชีวศึกษา มีแนวทางในการพัฒนาไปในทิศทางเดียวกันและการสนับสนุนต่างๆ จากภาครัฐเช่นเดียวกันถือเป็นเรื่องดี โดยเฉพาะประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นต่อนักศึกษาอาชีวะ เช่น การไปฝึกงาน ฝึกปฏิบัติ หรือความร่วมมือกับสถานประกอบการในเรื่องของทวิภาคี แต่ถ้าไม่ได้ผลดีอย่างที่คาดการณ์ไว้ ก็อยากให้มีผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้ด้วย

“คำสั่งดังกล่าวเสมือนเป็นการบอกให้อาชีวศึกษาเอกชนย้ายบ้านไปอยู่ที่ใหม่ ซึ่งต่อให้เราเตรียมตัวมาระดับหนึ่งแล้ว การย้ายไปอยู่ที่ใหม่ก็คงจะไม่ราบรื่น ต้องมีติดขัดบ้าง แถมเรายังไม่รู้ว่าบ้านใหม่ของเราเป็นอย่างไร จะไปอยู่ในรูปแบบไหนควบรวมแล้วต้องทำอะไร มีการปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง ดังนั้นคงบอกไม่ได้ว่าการควบรวมจะเกิดผลดีหรืออะไร คงต้องติดตามดูกันต่อไป อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าอาชีวศึกษาเอกชนทุกแห่งพร้อมปรับเปลี่ยนในทุกเรื่อง หากเรื่องเหล่านี้ก่อให้เกิดคุณภาพ ยกระดับการศึกษาอาชีวะไทยให้ก้าวหน้า บัณฑิตได้รับการยอมรับ และมีศักยภาพแข่งขันในทุกเรื่อง” ดร.ศุภเศฏฐ์ กล่าว

สำหรับแนวทางการดำเนินการภายหลังการควบรวมครั้งนี้ เบื้องต้นแบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะแรก คือ ช่วง 2 สัปดาห์ของเดือนกุมภาพันธ์นี้จะมุ่งให้การเปลี่ยนผ่านเดินไปอย่างราบรื่นไม่สะดุด โดยเฉพาะการถ่ายโอนภารกิจ ทรัพย์สิน งบประมาณ บุคลากร ฯลฯ ซึ่ง สอศ.จะเร่งยกร่าง ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การโอนกิจการ ทรัพย์สิน งบประมาณบุคคล ฯลฯ เสนอให้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ลงนามในวันที่ 15 กุมภาพันธ์นี้ และจะทำหนังสือแจ้งไปยังผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) และผู้ว่าราชการจังหวัดใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อมอบหมายให้การปฏิบัติภารกิจในการดูแลสถานศึกษาเอกชนเป็นไปตามเดิม ทั้งนี้ เพื่อให้การทำงานราบรื่นไม่สะดุด

ต่อด้วย ระยะที่สอง เดือนมีนาคม-เมษายนถือเป็นช่วงสำคัญที่นักเรียน นักศึกษาจะจบการศึกษาจึงต้องระวังไม่กระทำการอะไรที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก ดังนั้น จะเป็นช่วงที่ต้องเร่งบริหารจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยมากที่สุด เพื่อให้เด็กได้เรียนจบตามแผนที่วางไว้ ระยะที่สาม เดือน พฤษภาคม เป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงเข้าสู่ปีการศึกษาใหม่จะร่วมในการจัดการศึกษามากขึ้น

ส่วนการรับนักเรียนในปีการศึกษา 2559 สอศ.กำหนดสัดส่วนรับนักเรียนสายอาชีพต่อสายสามัญอยู่ที่ 42 ต่อ 58 โดย 42% ของอาชีวะทั้งอาชีวะรัฐและเอกชนในจังหวัดต้องวางแนวทางส่งต่อเด็กร่วมกัน โดยที่จะไม่แย่งเด็กจาก สพฐ. เพราะได้มีการค้นพบว่า มีนักเรียน 7% ที่จบ ม.3 แล้วไม่เรียนต่อแต่เข้าสู่ตลาดแรงงาน สอศ.จะไปจูงใจให้เด็กกลุ่มนี้มาเรียนสายอาชีพมากขึ้นและระยะสุดท้าย ช่วงที่จะต้องจัดทำงบประมาณปี 2560 ก็จะมีการวางแผนการพัฒนาระยะยาวร่วมกันต่อไป

อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการควบรวมอาชีวศึกษาภาครัฐ-เอกชน สอศ.มีวิทยาลัยอาชีวะอยู่ในกำกับดูแลทั้งสิ้น 886 แห่ง และมีนักเรียนสิ้น 976,615 คน แบ่งเป็น วิทยาลัยอาชีวะรัฐ จำนวน 425 แห่ง นักศึกษา 674,113 คน และวิทยาลัยอาชีวะเอกชนจำนวน 461 แห่ง นักศึกษา 302,502 คน

แม้การควบรวมครั้งนี้ ก่อเกิดด้วยเหตุต้องการให้การปฏิรูปการศึกษาและการบริหารราชการในกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เกิดประสิทธิภาพ และมีความเหมาะสม คล่องตัว ยกระดับคุณภาพอาชีวศึกษาทั่วประเทศ แถมยังสอดคล้องกับการประชุมสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สวทอ.) ที่มี “รศ.ดร.จอมพงศ์ มงคลวนิช นายก สวทอ.” ในเดือนกันยายน 2558 มีมติเอกฉันท์ต้องการให้เกิดการรวมอาชีวศึกษาเอกชนและอาชีวศึกษาของรัฐเข้าด้วยกัน เพื่อความเป็นเอกภาพของการจัดการศึกษา ทั้งในเรื่องการยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน มาตรฐานวิชาการ ซึ่งจะทำให้การผลิตกำลังคนของอาชีวศึกษาไทยสอดคล้องกับและตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม การบริการ ท้องถิ่น กลุ่มคลัสเตอร์ รวมถึงการรวมกลุ่มประชาคมอาเซียนด้วย

“ถือเป็นวันประวัติศาสตร์ที่ทำให้อาชีวะรัฐและเอกชนรวมตัวกันได้เป็นอาชีวศึกษาของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ผมยืนยันว่าไม่มีผลกระทบ เรายังสามารถบริหารงานจัดการได้อย่างอิสระมั่นใจว่าไม่มีผลกระทบ หากมีเรื่องที่ต้องการตัดสินใจที่รวดเร็ว เพื่อบริการจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพผู้บริหารอาชีวะเอกชนก็ยังคงทำได้ปกติ และเชื่อว่าข้อจำกัดปัญหาเรื่องการประสานงานต่างๆ จะหมดไป” รศ.ดร.จอมพงศ์ กล่าว

ปิดท้ายด้วย “อดินันท์ ปากบารา” เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ยินดีที่อาชีวะรัฐและเอกชนได้รวมตัว โดยเหตุผลหลักของการรวมกันครั้งนี้เพื่อให้การพัฒนาการอาชีวศึกษามีความเป็นเอกภาพ สามารถแข่งขันในระดับนานาชาติได้ ส่วนการแก้ปัญหานักเรียนทะเลาะวิวาทคงไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะถือเป็นเรื่องเล็กน้อย ขณะที่ สช.ไม่ได้ถือว่าตัวเองถูกลดอำนาจ หรือเล็กลง เพราะยังมีสถานศึกษาในกำกับอีกจำนวนมาก แบ่งเป็น โรงเรียนเอกชนสายสามัญ 4,000 แห่ง โรงเรียนนอกระบบ 6,000 แห่ง โรงเรียนนานาชาติ 150 แห่ง โรงเรียนการกุศล 150 แห่ง และโรงเรียนตาดีกา ปอเนาะอีกกว่า 2,000 แห่ง ที่ สช.ต้องขับเคลื่อนพัฒนาการจัดการศึกษาให้สอดคล้องตามนโยบายต่อไป

“ควบรวม-โยกย้าย” กลายเป็นธรรมชาติของระบบการศึกษาไทย ที่ต้องมีการหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไปว่าหลังจากมีการควบรวมแล้วจะเป็นเช่นใด

แต่อย่างน้อยตอนนี้หากดูเป้าประสงค์ก้าวแรกของการควบรวมอาชีวศึกษา สถาบันการศึกษาที่มีหน้าที่หลักในการผลิตกำลังคนสายช่าง สายเทคนิค สายแรงงานของชาติ เพื่อยกระดับคุณภาพบัณฑิตอาชีวะ ก็ดูจะเป็นไปในทิศทางที่ดี เรียกได้ว่าแต่งตัวใหม่แต่จะไฉไลหรือไม่…ค่อยว่ากัน

(‘ควบรวม’ อาชีวะเอกชน เกิดปัญหา…ใครรับผิดชอบ? : โดย…ทีมข่าวการศึกษา)

วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2559

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: