Home > ข่าวการศึกษา > มจธ.เปิดห้องเรียนวิศว์-วิทย์หลักสูตรการเรียนรู้ยุคใหม่

มจธ.เปิดห้องเรียนวิศว์-วิทย์หลักสูตรการเรียนรู้ยุคใหม่

March 4, 2016

มจธ.เปิด”ห้องเรียนวิศว์-วิทย์”หลักสูตรการเรียนรู้ยุคใหม่

a8jh589cf7h8hbcgabdhj.jpg

จากคำถาม“ทำอย่างไรที่ประเทศไทยจะก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง?” กำลังเป็นโจทย์สำคัญและพูดถึงอย่างมากโดยเฉพาะในวงการการศึกษาไทย ขณะที่การพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในตลาดโลก เพื่อให้ไทยก้าวพ้นจากกับดักดังกล่าว แต่แนวทางนั้นจำเป็นที่ต้องเร่งสร้างนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีคุณภาพให้มากขึ้นเพื่อนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยได้ในอนาคต การสร้างนักวิจัยจะต้องบ่มเพาะตั้งแต่ยังอยู่ในระบบการศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี(มจธ.) หนึ่งในมหาวิทยาลัยนำร่องในโครงการสนับสนุนการจัดตั้งห้องเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน โดยการกำกับดูแลของมหาวิทยาลัย หรือ โครงการ วมว. ภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดทำ “ห้องเรียนวิศว์-วิทย์” ขึ้น เพื่อสนับสนุนการพัฒนานักเรียนที่มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อพัฒนาให้เป็นนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ นักเทคโนโลยี ที่มีคุณภาพสูงต่อไปในอนาคต โดยมีเป้าหมายในการบ่มเพาะผู้นำการเปลี่ยนแปลงคนรุ่นใหม่เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ห้องเรียนวิศว์-วิทย์แห่งนี้เน้นการเสริมสร้างกระบวนการคิด การแก้ปัญหา การเปิดโลกทัศน์และมุมมอง จึงได้พัฒนากระบวนการเรียนการสอนขึ้นใหม่ภายใต้แนวคิด Story-based learning ถือเป็นแนวทางการเรียนการสอนที่โดดเด่นไม่เหมือนที่ใด และยังเป็นการเปิดฉากประสบการณ์ด้านวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ให้แก่นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย “ผศ.พรรณี รัตนชัยสิทธิ์” ผู้อำนวยการสำนักงานห้องเรียนวิศว์-วิทย์ กล่าวว่า มจธ.มีความถนัดในเรื่องของวิศวะและวิทยาศาสตร์ จึงออกแบบหลักสูตรห้องเรียนวิศว์-วิทย์ขึ้นมาโดยเฉพาะ แต่เด็กที่มาเรียนที่นี่ไม่จำเป็นว่าเรียนแล้วต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัยเสมอไป หลายคนสอบติดแพทย์หรือทันตแพทย์ก็มี เนื่องจากหลักสูตรการเรียนการสอนของเราที่นี่ เป็นการบูรณาการระหว่างสาระการเรียนรู้ ทำให้สามารถสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงระหว่างสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ โดยคณิตศาสตร์ถูกสอนผสานเข้าไปในหลากหลายรายวิชาเพื่อให้นักเรียนสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์และสังคมได้ แม้จะเป็นโครงการห้องเรียนวิทยาศาสตร์ก็ตาม แต่หลักสูตรนี้ได้ให้ความสำคัญกับรายวิชาอื่นๆ ด้วย ภายใต้ความเชื่อที่ว่าความเชื่อมโยง และปฏิสัมพันธ์ระหว่างศาสตร์ต่างๆ จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการบ่มเพาะนักเรียนให้เติบโตเป็นนักวิจัยที่ดีมีคุณภาพต่อไป “การที่มจธ.ออกแบบหลักสูตรนี้ขึ้นเพราะเห็นว่าสมัยก่อนเด็กส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเรียนวิทยาศาสตร์เรียนสังคมไปทำไม เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์อย่างไร เป็นความต้องการของเราที่อยากปลูกฝังให้เด็กมองภาพรวมให้ออก เพื่อฝึกเด็กให้คิดและวิเคราะห์เป็น สามารถเชื่อมโยงระหว่างวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ได้อย่างบูรณาการ เด็กที่นี่จึงได้เปรียบกว่าการเรียนในระบบปกติ เป็นการเรียนที่ไม่ปิดกั้นเด็กทำให้กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่และไม่เบื่อที่จะเรียนรู้ เกิดกระบวนการคิด และแก้ปัญหาเป็น ที่นี่ยังเป็นโรงเรียนประจำจึงทำให้เด็กมีวินัย มีความรับผิดชอบ ใฝ่เรียนรู้ รู้จักการแบ่งปันและแบ่งเวลาเป็น ถือเป็นการฝึกเด็กได้ปรับตัวตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายก่อนที่จะเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา” ห้องเรียนวิศว์-วิทย์ เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ ม.4–ม.6 ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งสิ้น 90 คน แบ่งเป็นชั้นละ 30 คน ทั้งหมดเป็นนักเรียนประจำ โดยจัดห้องพักให้ที่ มจธ.บางขุนเทียน มีรถบริการรับ-ส่งระหว่างบางมด-บางขุนเทียน ผู้ที่ได้รับคัดเลือกเข้าเรียนในหลักสูตรนี้จะได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลจากสำนักปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คนละสองแสนบาทต่อปี ภายใต้เงื่อนไขผลการเรียนเกรดเฉลี่ยสะสมรวมทุกวิชาต้องไม่ต่ำกว่า 2.50 รวมทั้งคะแนนเฉลี่ยสะสมรวมในรายวิชาวิทยาศาสตร์และรายวิชาคณิตศาสตร์ไม่ต่ำกว่า 3.00 ในแต่ละภาคการศึกษา “ยุพารัตน์ จันทราภากร” หรือ น้องพลอย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เล่าว่า ที่นี่เรียนกันตั้งแต่ ม.4–ม.6 หลักสูตรเหมือนกับโรงเรียนอื่นทั่วไป แต่ที่นี่จะมีการเรียงลำดับเรื่องราวตามประวัติศาสตร์เริ่มตั้งแต่การกำเนิดจักรวาลหรือบิ๊กแบงไล่มา โดยมีการจับวิชาต่างๆ มาโยงเข้ากับประวัติศาสตร์โลก การเรียนรู้จึงแตกต่างจากที่อื่น ไม่ได้แบ่งการเรียนเป็นรายวิชา เป็นการเรียนรู้แบบบูรณาการทุกสาระการเรียนรู้ของแต่ละวิชาเข้าด้วยกัน ทำให้เห็นความสำคัญของแต่ละวิชาว่ามีความเกี่ยวโยงกันอย่างไร เป็นการเรียนรู้ในรูปแบบของ Story-based learning เนื้อหาที่เรียนไม่ว่าจะเรียนอะไรไปจะต้องลงมือทำหรือปฏิบัติจริงไม่ว่าจะทดลองหรือผลิตชิ้นงาน ทำให้เราเข้าใจได้จริงๆ ว่าแต่ละวิชานั้นเอาไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไร นอกจากแนวการเรียนรู้ที่ได้แล้ว การที่ได้อยู่ในสังคมรั้วมหาวิทยาลัยทำให้เราได้สัมผัสทั้งอาจารย์ที่เข้ามาให้คำแนะนำปรึกษา และแวดล้อมด้วยพี่ๆ นักศึกษา ทำให้เราปรับตัวได้ง่ายขึ้นเมื่อเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ถือเป็นข้อได้เปรียบอีกอย่างหนึ่ง “คณุตม์ ธรรมรักษา” หรือ น้องแบม กล่าวเสริมว่า วิชาวิทยาศาสตร์เริ่มสอนว่าคนในสมัยก่อนคิดอย่างไร มีการทดลองอะไร มีวิวัฒนาการอย่างไร และอะไรทำให้เปลี่ยนแปลงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เห็นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้มากกว่า “การออกแบบตู้ปลาขึ้นมาหนึ่งตู้ จะต้องใช้ความรู้ทั้งเรื่องคณิตศาสตร์ เคมี ชีวะ และสิ่งแวดล้อม โดยได้จำลองระบบนิเวศของแม่น้ำมูลขึ้น ก็ต้องไปหาข้อมูลว่าในแม่น้ำมูลมีปลาชนิดไหนบ้าง หาความสัมพันธ์ของปลาแต่ละชนิดในแม่น้ำมูลว่าปลาตัวไหนกินตัวไหนบ้าง ทำโมเดลจำลองทางคณิตศาสตร์ ทำเป็นกราฟขึ้นว่าปลาชนิดไหนลด ชนิดไหนเพิ่ม และระหว่างเลี้ยงก็ต้องคำนึงถึงพลังงานว่าปลาแต่ละตัวต้องการพลังงานเท่าไหร่ และในตู้ปลาที่ออกแบบขึ้นเราจะใส่ปลากี่ตัว ต้องให้อาหารเท่าไหร่ อย่างนี้เป็นต้น” อย่างไรก็ตาม การเรียนการสอนของห้องเรียนวิศว์-วิทย์ ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ควบคู่ให้นักเรียนได้ทำอีกมากมาย ไม่ได้มุ่งเน้นแต่สาระความรู้ด้านวิชาการเท่านั้น นอกจากการลงมือทำโปรเจกท์ตลอด 3 ปีแล้ว ยังได้ร่วมกันทำกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย เช่น กีฬาสี การออกค่ายอาสาช่วยเหลือชุมชน หรือการจัดค่ายออกไปสอนน้องนักเรียนชั้นประถม ทำให้เด็กได้รับการปลูกฝังเรื่องการทำงานเป็นทีม การมีส่วนร่วม การรู้จักแบ่งปัน และการส่งต่อจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง

วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม 2559

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: