Home > ข่าวการศึกษา > ดาว์พงษ์แจง๔เหตุผลใช้ม.๔๔รื้อโครงสร้างศธ.

ดาว์พงษ์แจง๔เหตุผลใช้ม.๔๔รื้อโครงสร้างศธ.

March 22, 2016

“ดาว์พงษ์” แจง4สาเหตุที่ใช้ม.44 เน้นเอกภาพเลิกต่างคนต่างทำ เคลื่อนการศึกษาภูมิภาคมีประสิทธิภาพผ่านกศจ.มีผู้ว่าดูแล ลดช่องว่างการบังคับบัญชาที่กว้างเกินไป

9h6e9ki5ih65fhdkkeci5.jpg

ตามที่ราชกิจจานุเบกษา ประกาศคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ที่10/2559ลงนามโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.ลงวันที่21มี.ค. 2559เรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา44ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว)พ.ศ.2557คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาคที่มีรมว.ศึกษาธิการเป็นประธาน ทำหน้าที่กำหนดทิศทางในการดำเนินงานของศธ.วางแผนงานเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของศธ.พิจารณาจัดสรรงงบประมาณให้แก่หน่วยงานของศธ.ในระดับภูมิภาคและจังหวัดแต่งตั้งโอนหรือย้ายผู้บริหารสถานศึกษาผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาหรือผู้ปฏิบัติงานในตำแหน่งต่างๆในหน่วยของศธ.ระดับภูมิภาคและจังหวัด ตั้งคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด “กศจ.”มีผู้ว่าราชการจังหวัดหรือรองผู้ว่าฯเป็นประธาน และคณะอนุกรรมการการศึกษาจังหวัดเรียกโดยย่อว่า“อกศจ.”มีศึกษาธิการจังหวัดเป็นประธาน ปฏิบัติงานตามที่กศจ. มอบหมายและให้มีการยุบเลิกคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา และอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และให้โอนอำนาจหน้าที่ไปให้ กศจ.จังหวัดนั้น และคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่11/2559ลงวันที่21มี.ค. 2559เรื่องการบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค โดยให้มีสำนักงานศึกษาธิการภาคจำนวน18ภาคและให้มีศึกษาธิการจังหวัดโดยรับอำนาจหน้าที่ของอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และอ.กค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.)ทั้งหมดและระหว่างที่ยังไม่มีการจัดตั้งสำนักงานศึกษาธิการให้สพป.เขต1ในจังหวัดต่างๆทำหน้าที่เป็นสำนักงานศึกษาธิการภาคจังหวัดนั้นๆไปพลางก่อน เมื่อวันที่ 22 มี.ค. พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ชี้แจงถึงคำสั่งดังกล่าวว่า สาเหตุที่ใช้ม.44 ในการดำเนินการยกเลิกคณะกรรมการเขตพื้นที่ฯและอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ มี 4 เหตุผลหลัก คือ 1.บูรณาการในระดับภูมิภาค ซึ่งที่ผ่านมาแม้ทุกฝ่ายจะรับนโยบายจาก ศธ.ลงไปปฏิบัติแต่ยังเป็นลักษณะต่างคนต่างทำ แต่จากนี้จะขับเคลื่อนการศึกษาในระดับภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาคกำกับดูแล ภาพรวม ระดับภูมิภาคจะมี กศจ.ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่ดูแล 2.ลดช่องว่างการบังคับบัญชา ที่ผ่านมาสายการบังคับชากว้างเกินไป เลขาธิการ กพฐ.1 คนจะต้องดูแลเขตพื้นที่ 225 เขต แต่จากนี้ช่องว่างจะลดลง กระชับมากขึ้นตามลำดับ 3.ความเป็นเอกภาพในการจัดการศึกษา โดยจากนี้ทุกองค์กรหลัก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานในพื้นที่จังหวัดจะต้องร่วมกันวางแผนพัฒนาการศึกษา และ4.ความคล่องตัวในการบริหารงานบุคคล เนื่องจากที่ผ่านมา ศธ.พบปัญหาการบริหารบุคลากร อาทิ การเกลี่ยครู การบรรจุครูใหม่ การคัดเลือกผู้อำนวยการ และการดำเนินการทางวินัย “ที่ผ่านมาเราประสบปัญหาขาดการบูรณาการ การทำงานที่เป็นเอกภาพ และโดยเฉพาะการบริหารบุคคล ทั้งบรรจุครู อนุมัติย้ายข้ามเขต หรือลงโทษวินัยเหล่านี้จะต้องต้องผ่านอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งเป็นวงที่แคบ แต่จากนี้จะทำในวงที่ใหญ่ขึ้นเพราะมองในภาพกว้างระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค จะทำให้มีทางเลือกที่จะคัดเลือกครู ผู้บริหารร.ร.ได้มากขึ้น เพราะฉะนั้น จึงเป็นเหตุผลที่จะต้องปรับเปลี่ยนระบบการทำงานให้กระชับ คล่องตัวขึ้น ส่วนที่ในคำสั่งระบุเรื่องอำนาจหน้าที่ของ รมว.ศึกษาธิการ โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายนั้น ผมจะใช้อำนาจตามความจำเป็น หรือแม้แต่การตั้งกรรมการผู้แทนประชาชน ข้าราชการครู และผู้ทรงคุณวุฒิในท้องถิ่นนั้น ในทางปฏิบัติจะให้ทาง กศจ.เป็นผู้เสนอรายชื่อเข้ามา”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากนี้จะให้ สพป.เขต 1 ปฏิบัติหน้าที่แทน กศจ.ไปพลางก่อน ในส่วนของศึกษาธิการภาค 18 ภาคนั้น รัฐมนตรีกระทรวงศธ.จะลงนามตั้งผู้ตรวจราชการ ศธ.ปฏิบัติหน้าที่ สำหรับภารกิจเร่งด่วนที่ต้องขับเคลื่อนตามประเด็นปฏิรูปการศึกษา อาทิ ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ คืนครูสู่ห้องเรียน การผลิตและพัฒนาครู การจัดการเรียนการสอนสะเต็มศึกษาในสถานศึกษา โครงการประชารัฐ ฯลฯ “ส่วนที่มีการมองว่าคำสั่งนี้เป็นการถอยหลังหรือไม่ ทั้งที่การปฏิรูปการศึกษามุ่งให้เกิดการกระจายอำนาจไป แต่ผมมองว่าเวลานี้เราต้องมองว่าปัญหาของ ศธ.คืออะไร ผมไม่ได้บอกว่ากระจายอำนาจไม่ดี แต่เห็นว่าเราควรทำเมื่อพร้อมโดยไม่ใช้เวลาเป็นเงื่อนไข ซึ่งที่ผ่าน ศธ.มักถูกต่อว่าเรื่องคุณภาพการศึกษา ดังนั้นก็ต้องมาปรับตัวใหม่เมื่อที่ทำอยู่ยังไม่มีอะไรดี มีแต่จะเลวลงทำไมไม่ไปดูของเดิมว่ามีจุดดีอย่างไร ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้เกิดเสียงเรียกร้องของคนในกระทรวงทั้งสิ้น ไม่ได้คิดเองคนเดียว อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าครูและบุคลากรทุกคนจะไม่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ แม้บางเรื่องอาจจะต้องรอไปบ้าง เช่น การขอย้าย แต่จะใช้เวลาไม่นาน ขณะที่เขตพื้นที่ฯ ทั่วประเทศยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ และจากนี้ที่จะเร่งทำอีกเรื่องคือการประกาศจัดสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว ด้าน นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวว่า การโยกย้ายครูเป็นปัญหาใหญ่ที่สพฐ.กำลังประสบอยู่ เพราะไม่มีอำนาจเข้าไปดำเนินการได้ เนื่องจากขึ้นอยู่กับ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ดังนั้นหากไม่มีคำสั่งดังกล่าวออกมาก็อาจทำให้การทำงานย่ำอยู่กับที่ไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งโครงสร้างการบริหารงานบุคคลใหมาผู้อำนวยการเขตพื้นที่ทุกคนก็เห็นด้วย ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์คณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าเป็นห่วงเมื่อมีคำสั่งดังกล่าวออกมาเพราะปฏิรูปการศึกษามากว่า10ปีมีความพยายามส่งเสริมให้กระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นแต่การรวบอำนาจและนำมารวมไว้ที่ภูมิภาค ก็เหมือนกับรวบอำนาจต่างๆทั้งการโยกย้ายการบริหารมาสู่ส่วนกลางเช่นในอดีต ซึ่งทำให้องค์กรใหญ่และอุ้ยอ้ายการทำงานล่าช้าเหมือนเดิม เพราะฉะนั้นเมื่อมีคำสั่งดังกล่าวออกมาแล้วจากนี้รัฐบาลกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าการทำแบบนี้เกิดประโยชน์อย่างไรและจะสร้างความมั่นใจให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้อย่างไรเพราะเวลานี้หลายคนก็เกิดความไม่มั่นใจและหวั่นวิตก “ต้องไม่ลืมว่าแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันการที่ผ่านมาการมีเขตพื้นที่การศึกษาช่วยให้การทำงานคล่องตัวมากกว่าโดยเฉพาะเรื่องบุคลากรสามารถพิจารณาแก้ไขได้ทันที แต่เมื่อเป็นคำสั่งนี้ก็ไม่ต่างจากไม่ไว้ใจท้องถิ่น ดังนั้นรัฐบาลต้องตอบให้ชัดเพราะมีครูและบุคลากรจำนวนมากได้รับผลกระทบ”ผศ.อรรถพลกล่าว นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ประธานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.)กล่าวว่าหากเปลี่ยนแปลงแล้วทำให้ครูและคนส่วนใหญ่รู้สึกพอใจก็เป็นเรื่องดีอย่างไรก็ตามทุกองค์กรไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กควรเน้นเรื่องธรรมาภิบาลความโปร่งใสบริสุทธิ์ยุติธรรมส่งเสริมคนดีและคนเก่งให้มีโอกาสเข้ามาทำงานมีโอกาสเจริญก้าวหน้าในอาชีพ “การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจทำให้ภาคเอกชนเกิดความสับสนบ้างผมเองก็งงเห็นระบบการบริหารจัดการศึกษาของเราเปลี่ยนแปลงบ่อยซึ่งไม่แน่ใจว่าได้ถามความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียบางหรือไม่ โดยเฉพาะภาคเอกชนซึ่งรัฐบาลนี้เปิดโอกาสให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษามากขึ้นดังนั้นต้องให้เวลาสร้างความเข้าใจหากเปลี่ยนแล้วดีขึ้นเชื่อว่าไม่นานก็จะสังคมก็จะเกิดความเชื่อมั่น”นายอนุสรณ์กล่าว ขณะที่ ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(เลขาธิการกอศ.)กล่าวว่าในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ. )มองว่าคำสั่งนี้จะทำให้เกิดการบูรณาการในการทำงานมากขึ้นโดยเฉพาะหน่วยงานของศธ.ในจังหวัดต่างๆที่จะมีให้กลไกที่คล่องตัวมากขึ้น เลขาธิการ กอศ.กล่าวว่าขณะที่ในส่วนของสอศ.จะเกี่ยวข้องในเชิงนโยบายและที่ผ่านมาเรามีการทำงานที่ใช้กลไกระดับจังหวัดอยู่แล้วโดยมีคณะกรรมการการอาชีวศึกษาจังหวัด(อศจ. )ดังนั้นเมื่อมีคำสั่งนี้ออกมาทำให้สามารถทำงานร่วมกันได้ง่ายขึ้นโดยวันที่30-31มีนาคมสอศ.จะเชิญประธานอศจ.จังหวัดมาชี้แจงถึงรายละเอียดและบทบาทในการทำงานร่วมกับคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(กศจ. )เพื่อให้เกิดความเข้าใจและทำงานประสานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ “การบูรณาการระดับจังหวัดจะทำให้ระบบการส่งต่อผู้เรียนสายสามัญกับสายอาชีพเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยการที่กรรมการมาจากหลายหลายกลุ่มก็จะเอื้อต่อการที่อาชีวะจะผลิตคนได้ตรงตามความต้องการมากขึ้นรวมถึงยังสามารถดูแลเด็กออกกลางคันไม่ให้ตกหล่นออกนอกระบบการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพและเป็นระบบ”นายชัยพฤกษ์กล่าว

วันอังคารที่ 22 มีนาคม 2559

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: