Home > ข่าวการศึกษา > พัฒนาอาชีวศึกษา-ทุ่มการวิจัยโจทย์ใหญ่ของการพัฒนา

พัฒนาอาชีวศึกษา-ทุ่มการวิจัยโจทย์ใหญ่ของการพัฒนา

March 23, 2016

พัฒนาอาชีวศึกษา-ทุ่มการวิจัย โจทย์ใหญ่ของการพัฒนากำลังคน : โต๊ะการศึกษาฯ โดยสุพินดา ณ มหาไชย

555gieb7gbeie5jhaahg7.jpg

ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายอีกระลอก ขณะที่ไทยได้รับการสนับสนุนให้ปักหลักเป็น “ฮับ” ศูนย์กลางการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของอาเซียนโดยเฉพาะกำลังคนภาคอุตสาหกรรม เพราะภูมิภาคนี้อุดมไปด้วยฐานการผลิตของประเทศอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นกังวลในปัญหาการผลิตและการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของแต่ละประเทศในอาเซียน อย่างไรก็ตาม ไทยเองก็กำลังเจอวิกฤติคุณภาพทรัพยากรบุคคล ชัดเจนว่า ศักยภาพกำลังคนแพ้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ขณะที่ ระบบการศึกษาไม่สามารถผลิตกำลังคนที่ออกมาทำงานได้ โดยเฉพาะ ตัวละครหลักอย่าง อาชีวะ ซึ่งถูกถล่มอย่างหนักจากภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการเรียกร้อง ให้รัฐบาลลงทุนด้านอาร์แอนด์ดีมากขึ้น “ตอนนี้เราพูดกันเยอะมากเกี่ยวกับเรื่องสายอาชีวะ ซึ่งขาดแคลนอย่างหนักหน่วงรุนแรง ผมได้พบกับนักลงทุนชาวญี่ปุ่นเยอะมาก ทุกคนกังวลเรื่องนี้ เพราะเราขาดแคลนมาตลอด และยังมีปัญหาในเชิงคุณภาพด้วย กานต์ ตระกูลฮุน ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทปูนซิเมนต์ไทย(เอสซีจี) บอกในงาน “1st Round Table Conference of Human Resources Development” ดำเนินรายการโดย สุทธิชัย หยุ่น ที่ปรึกษาฝ่ายบริหารและกองบรรณาธิการเครือเนชั่น ให้เห็นถึงความห่วงใยของนักลงทุนต่างชาติ ต่อสถานการณ์ความขาดแคลนกำลังคนทั้งด้านปริมาณและคุณภาพของไทยซึ่งยืดเยื้อมาตลอด อย่างไรก็ตาม ประเทศที่เข้ามาลงทุนในภูมิภาคอาเซียนอย่างหนักอย่างญี่ปุ่น กำลังผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของอาเซียน ชิโร ซะโดะชิมะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย กล่าวว่า ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้ประกาศ Industrial Human Resource Development Cooperation Initiative เป็นความพยายามของประเทศญี่ปุ่นจะให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาทรัพยากรบุคคลในภูมิภาคอาเซียน พร้อมประกาศความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่น ในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลรองรับภาคอุตสาหกรรม โดยความคาดหวังของรัฐบาลญี่ปุ่น ต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล “ประเทศไทยจะก้าวพ้นหลุมพรางกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ด้วยการยกระดับอุตสาหกรรมในประเทศ และพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจโดยเน้นเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งทางประเทศญี่ปุ่นสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของไทยโดยเฉพาะการพัฒนากำลังคนด้านอุตสาหกรรม ที่ผ่านมา ภาครัฐและภาคเอกชนของไทย มีความร่วมมือกันในการจัดทำโครงการพัฒนากำลังคนของภาคอุตสาหกรรม แต่ภาพรวมยังไม่มีความชัดเจน” โนบุยาชิ วาคาบายาชิ ตัวแทนสำนักงานพัฒนาบุคลากรบุคคลประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของญี่ปุ่น (HIDA) กล่าวว่า ภายใต้นโยบายด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นนั้น ทำให้ญี่ปุ่นให้ความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรมนุษย์ของอาเซียนในรูปแบบใหม่มากขึ้น โดยตั้งเป้าไว้ว่า ภายใน 3 ปีจากนี้ จะผลิตบุคลากรที่มีศักยภาพในภูมิภาคเอเชียออกมาให้ได้ 4 หมื่นคน เบื้องต้นได้หารือกับประเทศไทยจัดทำเป็นหลักสูตรการอบรมออกมาก่อนที่จะขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนอื่นๆ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมของอาเซียน ตอนนี้กำลังหารือกับไทยจัดทำเป็นหลักสูตรอบรมพัฒนาบุคลากรภาคอุตสาหกรรม โดยจะให้ไทยเป็นโรงงานแม่แบบในการฝึกอบรมบุคลากรภาคอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง (ซีแอลเอ็มวี) แม้จะได้รับการผลักดันจากญี่ปุ่นให้เป็นศูนย์กลางการพัฒนากำลังคนของอาเซียน แต่ระบบอาชีวศึกษาของไทย กลับถูกถล่มอย่างหนักจากภาคอุตสาหกรรมในประเทศ และยังมีรายงานจากไจก้า ถึงปัญหาในการผลิตกำลังสายอาชีพ และสายเทคโนโลยี ชูอิจิ อิเคดะ ผู้อำนวยการองค์กรไจก้า ประเทศไทย กล่าวว่า ไจก้าได้เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ที่ผ่านมา พบว่า การผลิตกำลังสายอาชีวศึกษามีคำถามทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ว่า สามารถตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมได้หรือไม่ ในปี 2016 มีผู้จบสายอาชีวะประมาณ 6.8 หมื่นคน แต่ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่จบสายวิทยาศาสตร์ประมาณ 53% ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการเทคนิเชียล 43,326 คน แต่เข้าไปทำงานแค่ 31,490 คน หรือ 73% ของความต้องการทั้งหมด ยังขาดถึง 27% และแนวโน้มในอีก 10 ปีข้างหน้า จำนวนผู้ที่จบสายอาชีวะจดลดลงเรื่อยๆ สวนทางกับความต้องการกำลังคนซึ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับการที่อัตราการเกิดประชากรไทยลดลง แต่เป็นเพราะทุกคนไม่อยากไปเรียนในวิทยาลัยอาชีวศึกษา นอกจากนี้ จากการสำรวจบริษัทญี่ปุ่นในไทย พบว่า บุคลากรที่จบระดับอาชีวศึกษาของไทยยังมีความรู้และทักษะพื้นฐานอยู่ในระดับไม่น่าพอใจ โดยส่วนใหญ่ไม่สามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้ได้ โดยรวมแล้ว คุณภาพของผู้ที่จบอาชีวศึกษาก็ไม่สูงเท่าที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ นอกจากนั้น ยังมีปัญหาคุณภาพอาจารย์ด้วย อาจารย์ของวิทยาลัยอาชีวะแค่ 35% ที่จบปริญญาเอก เทียบกับวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งชาติของญี่ปุ่น ซึ่งมีอาจารย์จบปริญญาเอกถึง 100% อาจารย์ในวิทยาลัยอาชีวะ และมหาวิทยาลัยทางด้านเทคโนโลยี ยังไม่มีประสบการณ์ในการทำงานในภาคอุตสาหกรรมมาก่อน จึงมองภาพรวมของภาคอุตสาหกรรมไม่ออก รวมถึงมีปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์ที่ทันสมัย จึงไม่สามารถจัดการเรียนการสอนแบบ Project Base Learning ได้ ขณะที่อัตราส่วนครูต่อนักเรียน ก็อยู่ที่ 1 ต่อ 20 ญี่ปุ่น 1 ต่อ 10 จึงสามารถดูแลนักเรียนได้ทั่วถึง ขณะที่ ผู้ใช้โดยตรงอย่าง กานต์ ตระกูลฮุน ก็ยืนยันว่า จะต้องเพิ่มทั้งคุณภาพ ปริมาณ เพราะปัจจุบันจบปริญญาตรี จบอาชีวะมา ยังไม่สามารถเริ่มทำงานได้เลย ต้องมารับโปรแกรมเทรนใหม่ของบริษัท จึงสามารถทำงานเป็น วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทอมตะคอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) บอกว่า ประสบการณ์จากการบริหารงานนิคมอุตสาหกรรมที่มีคนทำงานกว่า 3 แสนคนนั้น ยังรู้สึกเชื่อมั่นในศักยภาพของคนไทย แต่ระบบการศึกษาต่างหากที่มีปัญหา ก่อนจะรับเข้ามาทำงานในนิคมนั้น แต่ละคนทำงานไม่ได้เรื่อง ต้องมาเข้าระบบเทรนนิ่งก่อน จึงทำงานได้ ทั้งนี้ เพราะระบบการศึกษาไม่ได้สร้างคนให้ตรงความต้องการตลาด ดังนั้น ต้องยึดตลาดเป็นเกณฑ์ในการผลิตบุคลากรออกมา แต่ปัจจุบัน คนผลิตและคนบริโภคเหมือนอยู่คนละโลก สุวพร สิมะกุลธร ประธานกรรมการบริหาร บริษัทกุลธรเคอร์บี้ จำกัด กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูป (Reform) เพราะที่ผ่านมาทางการไม่ค่อยฟังเอกชนและมีความอุ้ยอ้ายมาก เนื่องจากมีหลายกระทรวง ซึ่งเห็นว่าควรต้องยุบหรือรวมกันเพื่อให้การทำงานกระชับ เป็นกองทัพที่เล็กแต่ทรงประสิทธิภาพ เพราะเชื่อว่า บุคลากรคนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก เพียงแต่ต้องผลิตให้ตรงความต้องการตลาด โดยภาครัฐต้องคิดให้เป็นแล้วเดินให้ถูกทาง เคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด บอกว่า 10% ของจีดีพี มาจากอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งส่งออกรถยนต์เป็นสัดส่วนถึง 60% ของการส่งออกทั้งหมด แต่อุตสาหกรรมรถยนต์เผชิญกับปัญหาขาดแคลนกำลังคน ทั้งช่างเทคนิค ช่างฝีมือด้านเครื่องกล โดยเฉพาะในปัจจุบัน ขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ขณะที่ผู้แทนจำหน่ายจำเป็นต้องมีช่างเทคนิคประจำด้วย เคียวอิจิ ยังเปรียบเทียบแรงงานไทยกับฟิลิปปินส์ด้วยว่า แม้ว่า ประเทศฟิลิปปินส์จะมีประวัติการผลิตรถน้อยกว่าประเทศไทย แต่คนฟิลิปปินส์พูดภาษาอังกฤษได้ มีประสบการณ์ในการทำงานในต่างประเทศ ได้เรียนรู้วิธีการทำงาน เป็นคนนำเงินตราต่างประเทศ แตกต่างกับไทย เพราะฉะนั้นถ้าช่างเทคนิคไทยไม่เพิ่มศักยภาพตัวเอง โดยเฉพาะการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ไม่มีประสบการณ์การทำงานต่างประเทศบ้างแล้ว ก็จะเสียเปรียบบุคลากรจากประเทศเหล่านี้ เช่นเดียวกับ ชิโร ซะโดะชิมะ ก็ยืนยันว่า ศักยภาพบุคลากรของไทยเป็นรองประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย เอกอัตรราชทูตประเทศญี่ปุ่นเล่าว่า ช่วงปี 1995 ไปประจำอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย ได้เห็นว่า ประเทศมาเลยเซียทุ่มเทกับการพัฒนาการศึกษาอย่างต่อเนื่อง จนประชากรของเขาสามารถสร้างสิทธิบัตรออกมาได้ 10 ใบต่อประชากร 1 ล้านคน ขณะที่ประเทศไทยได้แค่ 1 ใบต่อประชากร 1 ล้านคน ทั้งนี้ ประเทศที่จะประสบความสำเร็จในการพัฒนาได้นั้น จะต้องมีการกำหนดเป้าหมาย และวิสัยทัศน์ชัดเจนในระยะยาว การวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ก็เป็นอีกสิ่งที่ภาคอุตสาหกรรม เรียกร้องอย่างมาก กานต์ ตระกูลฮุน บอกว่า ตั้งแต่ปี 1960 ถึงเมื่อ 5 ปีที่แล้ว งบวิจัยของไทยแค่ 0.2% ของจีดีพี ขยับมาเป็น 0.44% เมื่อปี 2011 ขณะที่สิงคโปร์รัฐบาลให้งบประมาณสำหรับการวิจัยเลย 1% ของจีดีพี และระดมจากภาคเอกชนอีก 2% ส่วนมาเลเซียงบวิจัยน่าจะเกิน 1% ของจีดีพีแล้ว สำหรับประเทศไทยคาดหวังไว้ว่าปีหน้าจะได้ 1% ของจีดีพี หรือประมาณ 1.3 แสนล้านบาท ขณะที่ผ่านมางบวิจัยมีมูลค่าอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท ยืนยันว่า การวิจัยและพัฒนาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาภาคอุตสาหกรรม รัฐบาลจำเป็นต้องลงทุนอย่างจริงจังและต้องเป็นงานวิจัยที่สามารถนำมาใช้ได้จริงไม่ใช่อยู่บนหิ้ง ขณะที่ เคียวอิจิ ทานาดะ บอกว่า ตั้งความหวังไว้ว่า ในอนาคตวิศวกรชาวไทยจะสามารถออกแบบรถยนต์ของตัวเอง ซึ่งทั่วโลกมีศูนย์อาร์แอนด์ดีของโตโยต้าอยู่ 5 แห่ง รวมไทยด้วย แต่จะทำได้ ต้องพัฒนาบุคลากรไทยให้วิจัยและออกแบบเป็น บัณฑิต โรจน์อารยานนท์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น บอกว่า รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับการสนับสนุนเอสเอ็มอีด้วย เพราะบริษัทใหญ่สามารถเอาตัวรอดได้ แต่จะมาให้เอสเอ็มอีมาทำอาร์แอนด์ดีเองคงไม่ได้ ถ้าเอสเอ็มอียังง่อนแง่นแล้วก็จะเป็นภาระของรัฐบาลต่อไป

วันพุธที่ 23 มีนาคม 2559

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: