Home > ข่าวการศึกษา > ลูกสาวหมอเดชาเปิดใจถูกเบี้ยวค่าเช่าเตรียมขาย

ลูกสาวหมอเดชาเปิดใจถูกเบี้ยวค่าเช่าเตรียมขาย

May 15, 2016

ลูกสาว”หมอเดชา”เปิดใจ ตระกูล “สุขารมณ์”ให้บริษัท ศรีอยุธ เช่าบริหารงาน รพ.เดชา นาน 10 ปี แถมถูกเบี้ยวค่าเช่า 20 ล้าน จ่อเลิกสัญญ พร้อมขายขาด 500 ล้าน

7edfb7g97eaedib6gijja.jpg

จากกรณีที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีคำสั่งปิดชั่วคราว รพ.เดชา เป็นเวลา 60 วัน เนื่องจากไม่สามารถดำเนินการได้ตามมาตรฐานสถานพยาบาลที่กฎหมายกำหนด จากการที่ผู้รับอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลหรือเจ้าของคนเดิมเสียชีวิต และไม่มีการแจ้งบุคคลเป็นเจ้าของคนใหม่ จนทำให้มาตรฐานโรงพยาบาลตกต่ำ และสังคมเกิดข้อสงสัยว่า รพ.เดชา มีใครเป็นเจ้าของกันแน่ ล่าสุดเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 13 พฤษภาคม ดร.วรสุดา สุขารมณ์ ลูกสาว นพ.เดชา สุขารมณ์ ผู้ก่อตั้ง รพ.เดชา ได้เปิดแถลงข่าวกรณีดังกล่าว ที่ห้องประชุมชั้น 4 รพ.เดชา กรณีโรงพยาบาลถูกปิดเนื่องจากขาดผู้บริหาร โดยระบุว่า กระแสข่าวดังกล่าวทำให้สังคมเกิดความสับสนว่าแท้จริงแล้วใครเป็นผู้ประกอบการอยู่ในขณะนี้ ดร.วรสุดา เปิดเผยว่า ตนในฐานะตัวแทนครอบครัวสุขารมณ์ จำเป็นต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง เนื่องจากหลังปรากฏเป็นข่าวมีผลกระทบต่อชื่อเสียงของครอบครัว และ นพ.เดชา โดยตรง ทำให้สังคมสับสนในเรื่องที่ว่า ใครเป็นเจ้าของ รพ.เดชา จึงอยากชี้แจงว่า บริษัท สุขารมณ์ เป็นเจ้าของที่ดินของ รพ.เดชา และทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการแพทย์ของ รพ.เดชา แต่ไม่ได้เป็นผู้ประกอบการ รพ.เดชา มานานกว่า 10 ปีแล้ว ตั้งแต่ปี 2549 และไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารทั้งหมด โดยได้ให้บริษัท ศรีอยุธ เข้ามาเช่าและดำเนินการบริหาร รพ.เดชา “เดิมบริษัท สุขารมณ์ ทำสัญญาเช่ากับบริษัท ศรีอยุธ เป็นเวลา 7 ปี หลังจากนั้นทำสัญญาแบบปีต่อปี โดยที่ผ่านมาบริษัท ศรีอยุธ เกิดภาวะขาดสภาพคล่องและถึงขั้นวิกฤติเมื่อต้นปี 2559 แต่จริงๆ มีปัญหามาตั้งแต่ปลายปี 2558 โดยเป็นหนี้ค้างค่าเช่ากับบริษัท สุขารมณ์ ด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ได้มีการดำเนินการใดเพราะเกรงจะกระทบต่อคนไข้ และได้รับการยืนยันว่าหากได้รับเงินประกันสังคมหรือเงินก้อนก็จะนำมาจ่าย แต่ตอนนี้บริษัท สุขารมณ์ ได้มอบหมายให้ทนายความดำเนินการทางกฎหมายกับบริษัท ศรีอยุธ แล้ว มูลค่าหนี้ที่ค้างค่าเช่าไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท แต่ขอไม่ระบุจำนวนที่ชัดเจน” ดร.วรสุดา กล่าว ดร.วรสุดา กล่าวว่า 2-3 เดือนตั้งแต่ที่นายวีระนารถ วีระไวทยะ ผู้บริหารบริษัท ศรีอยุธ เสียชีวิต ก็ไม่ได้รับการติดต่อจากผู้บริหารของบริษัทคนอื่นๆ เลย จนกระทั่งเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ได้พบกับ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ ประเสริฐศรี ผู้แทนบริษัท ศรีอยุธ ก็ได้รับการบอกกล่าวว่า ไม่ทราบเรื่อง เป็นแค่ตัวแทนบริษัท หลังจากนี้ทางบริษัท สุขารมณ์ จะมอบหมายให้ทนายความพิจารณารายละเอียดข้อสัญญาและเอกสารต่างๆ ที่ทำไว้กับบริษัท ศรีอยุธ รวมถึงระยะเวลาในการหมดสัญญาด้วย ยืนยันว่าบริษัท ศรีอยุธ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบมูลหนี้ทั้งหมด ดร.วรสุดา กล่าวด้วยว่า ขณะนี้บริษัท สุขารมณ์ ได้มีการเจรจากับผู้ประกอบการรายใหม่ที่สนใจจะเข้ามาดำเนินธุรกิจในพื้นที่ของ รพ.เดชา หลายราย ซึ่งอยู่ในขั้นตอนของการเจรจา โดยเปิดรับทุกรูปแบบทั้งการซื้อขาดและการเช่าไปทำธุรกิจโรงพยาบาลต่อ หรือธุรกิจอื่น แต่ที่สนใจเข้ามาส่วนใหญ่เป็นธุรกิจโรงพยาบาล โดยหากจะขายขาดราคาจะไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท ดร.วรสุดา กล่าวอีกว่า จากนี้บริษัท สุขารมณ์ จะเปลี่ยนผู้ประกอบการที่จะเข้ามาดำเนินธุรกิจแทนบริษัท ศรีอยุธ แน่นอน แต่บริษัท สุขารมณ์ จะไม่กลับมาบริหาร รพ.เดชา เอง เพราะไม่มีบุคลากรที่พร้อมและมีธุรกิจอื่นต้องดำเนินการ ส่วนรายละเอียดทางกฎหมายมอบให้ทนายความจัดการเอกสารต่างๆ ให้เรียบร้อย เพราะจะตัดสัญญากับทางบริษัท ศรีอยุธ เลยทันทีคงไม่ได้ ทุกอย่างต้องรอบคอบ “อยากให้บริษัท ศรีอยุธ เข้ามาหารือกับบริษัท สุขารมณ์ ว่าจะเคลียร์กันแบบไหน เพราะไม่สามารถนิ่งดูดายได้ ผลกระทบไม่ใช่แค่บริษัท สุขารมณ์ แต่เป็นภาพใหญ่ ซึ่งจากที่บริษัทบอกกับกระทรวงสาธารณสุข ว่า จะดำเนินการปรับปรุงให้ดีขึ้นภายใน 60 วันนั้น ก็ยังกังวลว่าจะทำได้หรือไม่ และเท่าที่ทราบใบอนุญาตในการประกอบกิจการสถานพยาบาลของบริษัท ศรีอยุธ ก็ใกล้หมดอายุแล้ว” ดร.วรสุดา กล่าว นอกจากนี้ การสั่งปิด รพ.เดชา ยังส่งผลกระทบต่อผู้ประกันตน 40,027 คน ซึ่งเรื่องนี้ นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล รองปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยนายโกวิท สัจจวิเศษ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) และนายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ร่วมแถลงข่าวมาตรการเยียวยาผู้ประกันตน 40,027 คน ที่กระทรวงแรงงาน นายโกวิท กล่าวว่า ขณะนี้มีโรงพยาบาลรัฐ 3 แห่ง ได้ตอบรับโอนย้ายผู้ประกันตนจาก รพ.เดชา คือ รพ.ตำรวจ รับโอนย้าย 1 หมื่นคน ส่วนที่เหลืออีกกว่า 30,027 คน จะเฉลี่ยโอนไปยัง รพ.เลิดสิน กับ รพ.ราชวิถี ซึ่ง สปส.จะเร่งออกบัตรรับรองสิทธิ และให้ผู้ประกันตนสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคมนี้ โดยผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบทางเว็บไซต์ของ สปส. http://www.sso.go.th หรือสายด่วน 1506 รวมทั้งจะมีการแจ้งไปยังสถานประกอบการด้วย และระหว่างวันที่ 12-15 พฤษภาคม นี้ ผู้ประกันตนที่มีบัตรรับรองสิทธิ รพ.เดชา สามารถเข้ารับการรักษาได้ที่ รพ.จุฬาฯ หรือหากเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐแห่งอื่นๆ ก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่หากเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน สปส.ก็จะจ่ายค่ารักษาตามเกณฑ์ที่กำหนด นายโกวิท กล่าวอีกว่า รพ.เดชา เข้าเป็นคู่สัญญากับ สปส. ตั้งแต่ปี 2537 การที่ สปส.ต่อสัญญา รพ.เดชา ปี 2559 ก็ประเมินแล้วผ่านเกณฑ์มาตรฐานในการให้บริการทางแพทย์ โดยมีเตียง 100 เตียง แพทย์ไม่น้อยกว่า 12 สาขา แพทย์ประจำไม่น้อยกว่า 4 สาขา และไม่เคยมีปัญหาถูกร้องเรียนในเรื่องการให้บริการทางการแพทย์ ส่วนเรื่องสถานะทางการเงิน สปส. ไม่เคยเข้าไปตรวจสอบโรงพยาบาลเอกชนที่จะเข้ามาเป็นคู่สัญญา แต่ในช่วงต้นปี 2559 ได้มีหนังสือจาก รพ.จุฬาฯ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลรับส่งต่อผู้ป่วยจาก รพ.เดชา แจ้งทวงเงินค่ารักษามายัง สปส. เป็นเงิน 23 ล้านบาท และ รพ.เดชา ยังติดค้างเงินสมทบ สปส. อีกกว่า 8 ล้านบาท รวมเป็นยอดหนี้ทั้งหมด 32 ล้านบาท นายโกวิท กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ สปส.ได้จ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้แก่ รพ.เดชา ในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ กว่า 8 ล้านบาท ซึ่งเงินนี้ก็ไม่ได้ถูกนำไปจ่ายเป็นค่าจ้างให้แก่ลูกจ้าง รพ.เดชา ส่วนเงินค่ารักษาพยาบาลในช่วงเดือนมีนาคม ถึงเดือนพฤษภาคม เป็นวงเงิน 14 ล้านบาท ยังไม่ได้จ่ายให้ รพ.เดชา แต่เงิน 14 ล้านบาท สปส.อาจจะต้องมีการพิจารณาในการบริหารจัดการตามความเหมาะสม เนื่องจาก รพ.เดชา ยังคงค้างหนี้ทั้งหมด ทั้ง รพ.จุฬาฯ และ สปส. เป็นเงิน 32 ล้านบาท ขณะเดียวกัน สปส.จะหารือกันว่าจะมีการต่อสัญญากับ รพ.เดชา ต่อไปหรือไม่ หาก รพ.เดชาจะมาเป็นคู่สัญญาอีก ก็ต้องมาสมัครรับการประเมินใหม่ นอกจากนี้ จะนำเรื่องของสถานะทางการเงินของโรงพยาบาลที่จะเข้ามาเป็นคู่สัญญา มาเป็นส่วนหนึ่งประกอบการพิจารณาการทำสัญญา นายอนันต์ชัย กล่าวว่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ได้มีแนวทางช่วยเหลือลูกจ้าง รพ.เดชา ทั้ง 206 คน ให้ได้รับค่าจ้าง โดยการเจรจากับนายจ้าง และขอให้นำหลักฐานการค้างจ่ายค่าจ้างมาชี้แจง แต่ขณะนี้ผู้บริหาร รพ.เดชา ยังไม่รับนัดหมาย ขณะเดียวกันก็ใช้มาตรฐานทางกฎหมายควบคู่ไปด้วย โดยสัปดาห์หน้าจะออกหนังสือคำสั่งให้นายจ้างจ่ายค่าจ้าง หากไม่ปฏิบัติตามภายใน 30 วัน กสร.ก็จะแจ้งความดำเนินคดี และจะนำเรื่องฟ้องร้องต่อศาล เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ขณะเดียวกัน กสร. จะสามารถนำเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง มาช่วยเหลือลูกจ้าง รพ.เดชา ได้ แต่ช่วยเหลือรายละไม่เกิน 18,000 บาท ทั้งนี้ ทราบว่าโรงพยาบาลกำลังหาผู้ลงทุนรายใหม่ หากตกลงกันได้ ก็จะทำให้ลูกจ้างได้ค่าจ้าง นพ.สุรเดช กล่าวว่า กรมการจัดหางาน(กกจ.) ได้เร่งหาตำแหน่งงานว่างให้แก่ลูกจ้าง รพ.เดชา จากการประสานงานกับภาคเอกชนในพื้นที่กรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะงานธุรการ บัญชี รวมถึงตำแหน่งงานอื่นๆ ในโรงพยาบาล 2 แห่ง แจ้งว่ารับบุคลากรทางการแพทย์ได้รวมกว่า 300 คน

วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม 2559

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: