Home > ข่าวการศึกษา > ปิดตำนานเรือนแพและบ้านริมน้ำสู่โครงการพัฒนาริมฝั่งเจ้าพระยา

ปิดตำนานเรือนแพและบ้านริมน้ำสู่โครงการพัฒนาริมฝั่งเจ้าพระยา

May 22, 2016

ปิดตำนานเรือนแพและบ้านริมน้ำสู่โครงการพัฒนาริมฝั่งเจ้าพระยา : รักชีวิตรักษ์สิ่งแวดล้อม สุวัฒน์ กิขุนทด

ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 20-30 ปีที่ผ่านมา สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตกรุงเทพมหานคร ยังมีชุมชนเรือนแพปรากฏให้เห็นอยู่หลายแห่ง หนึ่งในนั้นก็คือชุมชนเรือนแพที่อยู่ใกล้วัดฉัตรแก้วจงกลณี เขตบางพลัด เรือนแพเหล่านี้ลอยตัวอยู่บนผืนน้ำ โดยมี “ลูกบวบ” หรือไม้ไผ่ลำใหญ่มัดรวมๆ กันเป็นแพเพื่อรองรับเรือนหรือตัวบ้าน แต่นานวันเข้าลูกบวบที่แช่อยู่ในน้ำทั้งปีทั้งชาติก็จะค่อยๆ ผุพัง และยิ่งพังเร็วขึ้นเมื่อถูกเกลียวคลื่นที่มาจากเรือด่วนและเรือลำใหญ่ในแม่น้ำเจ้าพระยาโถมเข้าใส่แทบจะไม่ว่างเว้น “ครอบครัวฉันอยู่เรือนแพมาตั้งแต่ปี 2519 พ่อมีอาชีพขับเรือโยงขนส่งสินค้า จึงอยู่เรือนแพเพื่อความสะดวก อยู่ในแพมานานเกือบ 20 ปี เฉพาะที่ปลูกแพอยู่ที่นี่ก็มีเกือบ 30 หลัง เรียกว่าเป็นชุมชนเรือนแพก็ได้…” ศรัญญา บุญเพ็ชร์ วัย 48 ปี จากชุมชนริมน้ำใกล้วัดฉัตรแก้วฯ เล่าตำนานคนเรือนแพให้ฟัง เช่นเดียวกับครอบครัวของ ศักดิ์น้อย พรรณพิจิตร วัย 54 ปี ลูกเจ้าพระยาขนานแท้ เพราะเกิดและเติบโตอยู่ในเรือนริมน้ำแถบท่าเรือเขียวไข่กา ติดกับโรงเรียนราชินีบน เขตดุสิต มานานเกือบร้อยปี อดีตเขียวไข่กาเป็นท่าเรือใหญ่ มีเรือสินค้าและเรือโดยสารจากพระนครศรีอยุธยาและปทุมธานีมาจอดที่นี่ แต่ปัจจุบันสภาพในอดีตแทบไม่เหลือเค้าให้เห็น คงเหลือเพียงบ้านไม้สภาพทรุดโทรมที่แช่อยู่ในแม่น้ำราว 20 หลัง ชุมชนริมแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น วัดฉัตรแก้วจงกลณีและเขียวไข่กา เป็นตัวอย่างของชาวบ้านหลายร้อยครัวเรือนที่ปลูกสร้างบ้านอยู่ในน้ำมานานหลายสิบปี วันนี้บ้านเรือนของพวกเขาไม่มั่นคงอีกต่อไปแล้ว เพราะรัฐบาลมีโครงการพัฒนาพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อทำเป็นเส้นทางสันทนาการเลียบแม่น้ำ เช่น ทางจักรยาน ลานกีฬา สวนหย่อมริมแม่น้ำ ฯลฯ เริ่มต้นจากเชิงสะพานพระราม 7 ถึงสะพานพระปิ่นเกล้า รวมระยะทางทั้งสองฝั่งประมาณ 14 กิโลเมตร ซึ่งขณะนี้สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้ศึกษาความเหมาะสมและออกแบบโครงการ (มีนาคม-กันยายน 2559) ขณะที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ได้รับมอบหมายให้จัดทำแผนงานรองรับที่อยู่อาศัยของประชาชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เช่นเดียวกับแผนงานที่อยู่อาศัยของชาวริมคลองลาดพร้าว ที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนระบายน้ำป้องกันน้ำท่วมที่ พอช.ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลไปก่อนหน้านี้ จีรศักดิ์ พูลสง ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาชุมชนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา (ศปก.ทชพ.)สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า พอช.ได้ลงสำรวจพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจากสะพานพระราม 7 ถึงสะพานพระปิ่นเกล้า พบว่ามีชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมด 10 ชุมชน รวม 285 ครัวเรือน ประชากรทั้งหมดประมาณ 900 คน นอกจากนี้ยังจัดประชุมชาวบ้านแต่ละชุมชนเพื่อสร้างความเข้าใจเรื่องการช่วยเหลือและการจัดหาที่อยู่อาศัยรองรับชาวบ้านที่จะได้รับผลกระทบ ชุมชนที่ปลูกสร้างบ้านเรือนรุกล้ำแม่น้ำเจ้าพระยาและจะได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจำนวน 10 ชุมชน “จากการสอบถามความต้องการของชาวบ้านและการสำรวจข้อมูลทั้ง 10 ชุมชน พบว่า มีแนวทางในการรองรับที่อยู่อาศัยอยู่ 6 แนวทาง คือ 1.ย้ายขึ้นแฟลตกรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) 2.ขอเช่าที่ดินวัดเพื่อสร้างบ้านใหม่ 3.ขอเช่าที่ดินรัฐ 4.ซื้อที่ดินเอกชน 5.หาที่อยู่อาศัยของการเคหะแห่งชาติ เช่น บ้านเอื้ออาทร และ 6.ขอรับเงินเยียวยาและหาที่อยู่อาศัยเอง” จีรศักดิ์ชี้แจง สำหรับแฟลต ขส.ทบ.นั้น ตั้งอยู่ใกล้กับรัฐสภาใหม่บริเวณสี่แยกเกียกกาย เป็นแฟลต 5 ชั้น 2 อาคารเชื่อมต่อกัน รวมทั้งหมด 64 ห้อง ขนาดพื้นที่ห้องละ 51 ตารางเมตร เดิมเป็นที่พักอาศัยของข้าราชการ ขส.ทบ. เมื่อมีโครงการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา จึงขอใช้แฟลต ขส.ทบ.เพื่อเป็นที่พักสำหรับข้าราชการรัฐสภา แต่เมื่อรัฐบาลมีโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา รัฐสภาจึงมอบแฟลตให้กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา แฟลต ขส.ทบ.สามารถรองรับชาวชุมชนเขียวไข่กา, ปากคลองบางเขน และวัดสร้อยทอง รวม 40 ห้อง รวมทั้งรองรับชุมชนที่ต้องรื้อย้ายจากการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่จำนวน 2 ชุมชน คือ ชุมชนบ้านพักองค์การทอผ้า 19 ห้อง และชุมชนริมไทร 5 ห้อง ขณะนี้อยู่ในระหว่างการประเมินราคาซ่อมแซมแฟลตซึ่งหากเป็นไปตามแผนงาน การซ่อมแซมจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือนเศษ คาดว่าภายในต้นเดือนกรกฎาคมนี้ ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา 3 ชุมชน และจากรัฐสภา 2 ชุมชน รวม 64 ครัวเรือน จะย้ายเข้าอยู่ที่แฟลตแห่งนี้ได้ ทั้งนี้ กรมธนารักษ์ในฐานะหน่วยงานเจ้าของแฟลต ขส.ทบ.จะเก็บค่าเช่าผู้อยู่อาศัยในราคาถูกคือยูนิตละ 1,001 บาทต่อเดือน ไม่รวมค่าน้ำประปาและไฟฟ้า สำหรับงบประมาณที่จะใช้รองรับด้านที่อยู่อาศัยของชาวบ้านนั้น จีรศักดิ์ กล่าวว่า พอช. จะสนับสนุนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบไม่เกินครัวเรือนละ 8 หมื่นบาท โดยแยกเป็นค่าดำเนินการต่างๆ แต่ไม่ได้จ่ายให้ชาวบ้านเป็นเงินสด ส่วนในกรณีที่ชาวบ้านจะรวมกลุ่มจัดซื้อที่ดินแปลงใหม่เพื่อสร้างบ้านหรือที่อยู่อาศัยของการเคหะฯ นั้น พอช.จะสนับสนุนสินเชื่อไม่เกินครัวเรือนละ 3 แสน บาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 4 บาทต่อปี ผ่อนชำระคืนภายใน 15 ปี รวมทั้งยังมีงบอุดหนุนที่อยู่อาศัยและพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ครัวเรือนละ 8 หมื่นบาท เช่นเดียวกับผู้ที่จะย้ายขึ้นแฟลต ขส.ทบ. แต่ไม่ได้จ่ายเป็นเงินสด ทั้งนี้ พอช.กำหนดแผนการขับเคลื่อนงานพัฒนาที่อยู่อาศัยชุมชนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ระยะเวลา 1 ปี คือมีนาคม 2559 – กุมภาพันธ์ 2560 ส่วนในกรณีที่ผลการศึกษาของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ และมหาวิทยาลัยขอนแก่นออกมาแล้ว และสรุปว่าโครงการนี้ไม่มีความเหมาะสมหรือจะไม่มีการเดินหน้าโครงการนี้ต่อไปนั้น จีรศักดิ์ กล่าวว่า ภาระหน้าที่ของ พอช.ก็คือทำให้ชาวบ้านมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง แม้ว่าจะไม่มีการดำเนินโครงการนี้ต่อ แต่ชาวบ้านก็จะมีที่อยู่อาศัยใหม่ที่มั่นคง ไม่ว่าจะอยู่แฟลตหรือสร้างบ้านใหม่ เพราะเป็นการอยู่อาศัยอย่างถูกต้อง ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกไล่รื้ออีกต่อไป นอกจากนี้ พอช. ยังมีภารกิจที่จะสนับสนุนชาวบ้านต่อไปนอกเหนือจากเรื่องที่อยู่อาศัย เช่น การสนับสนุนเรื่องอาชีพ เศรษฐกิจ สวัสดิการชุมชน ฯลฯ ซึ่งก็คือการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ให้ชุมชนสามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนต่อไปได้ด้วยชาวชุมชนเอง ศรัญญา บุญเพ็ชร์ ชุมชนวัดฉัตรแก้วจงกลณี บอกว่า เคยอยู่ทั้งเรือนแพและบ้านริมน้ำเจ้าพระยามาเกือบทั้งชีวิต จึงรู้สึกผูกพันกับแม่น้ำ แต่ในช่วงปี 2554 ที่น้ำท่วมใหญ่ บ้านริมน้ำของเธอถูกน้ำท่วมจนถึงหน้าต่าง ต้องกินนอนอยู่ในน้ำนานนับเดือน เมื่อรัฐบาลมีโครงการพัฒนาริมน้ำฯ และมีที่อยู่อาศัยรองรับชาวบ้านที่นี่รวม 10 ครัวเรือนก็อยากจะย้ายเหมือนกัน เพราะยังกลัวเรื่องน้ำจะท่วมอีก ที่ผ่านมาก็ได้ไปดูที่อยู่อาศัยใหม่แล้ว เห็นว่าบ้านเอื้ออาทรที่นครชัยศรี พุทธมณฑลสาย 2 ก็เหมาะสมเพราะไม่ไกลจากชุมชนเดิมมากนัก ศักดิ์น้อย พรรณพิจิตร ในฐานะประธานชุมชนเขียวไข่กา กล่าวว่า ชาวบ้านในชุมชนรู้ข่าวว่าทางราชการจะมีโครงการพัฒนาพื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและจะต้องรื้อย้ายบ้านเรือนที่ปลูกอยู่ในแม่น้ำออกไปในช่วงปลายปี 2558 ที่ผ่านมา ในตอนแรกชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างก็รู้สึกตกใจ เพราะอยู่อาศัยกันมานาน ไม่รู้ว่าจะถูกไล่ไปอยู่ที่ไหน “แต่เมื่อทาง พอช. ลงมาพูดคุยชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวบ้าน และพาไปดูแฟลต ขส.ทบ. ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากชุมชนเดิมมากนัก ชาวบ้านก็รู้สึกพอใจ…” นี่คือสภาพที่กำลังจะเปลี่ยนไปของชุมชนริมฝั่งเจ้าพระยา…อีกไม่นานเมื่อผลการศึกษาและออกแบบโครงการพัฒนาพื้นที่ริมฝั่งเจ้าพระยาสำเร็จออกมา เราคงจะได้เห็นว่าสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร !

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม 2559

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

Advertisements
%d bloggers like this: