Archive

Posts Tagged ‘ความรู้’

พิธีพระราชทานปริญญาบัตรให้สถาบันการอาชีวศึกษา รุ่นที่ ๑

2.jpg

การจัดการศึกษาในระดับปริญญาตรีของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นการจัดการศึกษาในรูปแบบทวิภาคี ที่จัดการศึกษาร่วมกับสถานประกอบการชั้นนำที่ได้มาตรฐาน โดยใช้หลักสูตรที่แตกต่างจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วไป นั่นคือ หลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต (Bachelor of Technology) ผู้ที่จบการศึกษาจะได้รับวุฒิการศึกษา สายเทคโนโลยีบัณฑิต อักษรย่อ ทล.บ. ซึ่งผู้ที่จบการศึกษาจะเป็นผู้ที่มีความรอบรู้ มีสมรรถนะในการปฺฏิบัติ และพัฒนางานในระดับเทคโนโลยี สามารถปฏิบัติงานและเป็นผู้ควบคุมการปฏิบัติงานได้ หรือประกอบอาชีพอิสระ และพัฒนาตนเองให้มีความก้าวหน้าทางวิชาการและวิชาชีพ รวมทั้งเป็นผู้ที่มีคุณธรรม จริยธรรมในการประกอบอาชีพ และมีจิตอาสาในการช่วยเหลือสังคม ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นองค์กรภาครัฐ ที่มีบทบาทสำคัญในการผลิตบุคลากร ตั้งแต่ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ถึงระดับปริญญาตรี ที่มีความรู้ ทักษะฝีมือและความเชี่ยวชาญทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ซึ่งบุคลากรเหล่านี้ จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนและยกระดับการพัฒนาประเทศให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จแทนพระองค์ในการพระราชทานปริญญาบัตรให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สายเทคโนโลยี จากสถาบันการอาชีวศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ทั้ง 23 แห่ง ในวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ.2560 ซึ่งจะจัดขึ้น ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี โดยผู้ที่จะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร เป็นผู้สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ปีการศึกษา 2557 ถึง ปีการศึกษา 2559 รวมเป็นจำนวน 3,200 คน โดยแบ่งเป็นปีการศึกษา 2557 จำนวน 508 คน, ปีการศึกษา 2558 จำนวน 987 คน และปีการศึกษา 2559 จำนวน 1,705 คน และผลสำเร็จในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากแผนยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาด้านวิชาชีพของอาชีวศึกษา ให้ดำเนินการจัดการศึกษาต่อเนื่องได้ถึงระดับปริญญาตรี โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา ปี พ.ศ. 2551 ให้สถาบันการอาชีวศึกษาเป็นสถาบันอุดมศึกษาด้านวิชาชีพและเทคโนโลยี มีเป้าหมายหลักในการผลิตและพัฒนากำลังคนให้เป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม เป็นบัณฑิตนักเทคโนโลยีสายปฏิบัติการ ที่สอดคล้องกับความต้องการของกำลังคนของประเทศ “สังคมดำรงอยู่ได้ด้วยการกระทำประโยชน์เกื้อกูลกัน และทุกคนที่อยู่ร่วมกันย่อมเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ประโยชน์ บัณฑิตในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม และเป็นบุคคลที่สังคมยอมรับในความรู้ความสารมารถ จึงควรประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นประโยชน์แก่สังคมทุกเมื่อ” พระบรมราโชวาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดิทรเทพยวรางกูร เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ.2550

กลุ่มประชาสัมพันธ์ / 9 พฤษภาคม 2560

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

Advertisements

อาชีวะ ร่วมปตท. เปิด ๕๙ ศูนย์ จูน อัพเครื่องยนต์ประหยัดพลังงาน

%E0%B8%9B%E0%B8%81.JPG

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดโครงการพีทีที เอนจิ้น จูน อัพ 2560 ( PTT Engine Tune Up 2017) มาตรการประหยัดพลังงานเพื่อประชาชนประจำปี 2560 ให้บริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ 25 รายการ เริ่มแล้ววันนี้ 3 -10 เมษายน 2560 ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. ไม่คิดค่าแรง ณ ศูนย์จูนอัพ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. บนถนนสายหลัก 59 ศูนย์ทั่วประเทศ เตรียมพร้อมรองรับการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์

นายวณิชย์ อ่วมศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า โครงการพีทีที เอนจิ้น จูน อัพ 2560 ( PTT Engine Tune Up 2017) มาตรการประหยัดพลังงานเพื่อประชาชนประจำปี 2560 เพื่อสนองนโยบายรัฐในการรณรงค์สร้างจิตสำนึก ให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการประหยัดพลังงาน เพิ่มความปลอดภัย ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ตลอดจน เป็นการฝึกทักษะความชำนาญ และสร้างจิตอาสาให้นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา นำความรู้วิชาชีพไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ตั้งเป้าบริการได้ไม่น้อยกว่า 135 ,000 คันโดย สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้จัดส่ง 59 ทีม ประกอบด้วยครู นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา รวม 354 คน ประจำสถานีบริหารน้ำมัน ปตท. สถานีละ 1 ทีม พร้อมด้วยอุปกรณ์ด้านช่างยนต์ ออกให้บริการตรวจสภาพรถยนต์แก่ประชาชน 25 รายการ ณ สถานีบริการน้ำมันของ ปตท. จำนวน 59 แห่ง ในพื้นที่ 35 จังหวัด นอกจากนี้ยังสามารถรับบริการเพิ่มเติมตรวจเช็คสภาพมาตรฐานความปลอดภัย 15 ขั้นตอนโดยช่างของศูนย์ได้ที่ศูนย์บริการ โปรเช็ค ( ProCheck) จำนวน 57 แห่ง และตรวจเช็คเครื่องยนต์ จำนวน 24 รายการโดยช่างของศูนย์ได้ที่ ฟิต ออโต้ ( Fit Auto) จำนวน 26 แห่ง สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักความร่วมมือ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โทร. 0 2281 5555 ต่อ 1394 หรือดูรายละเอียดได้ที่ http://www.vec.go.th, http://www.pttplc.com, PTT Contact Center 1365 โครงการพีทีที เอนจิ้น จูน อัพ ( PTT Engine Tune Up) เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2547 เป็นโครงการที่ทีมครูนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาออกให้บริการตรวจสภาพรถยนต์ฟรีแก่ประชาชน โดยใช้ช่วงเวลาว่างจากการปิดภาพเรียนให้เกิดประโยชน์แก่สังคมและจากสถานการณ์ราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจึงได้ประกาศมาตรการประหยัดพลังงานเพื่อประชาชน เพื่อรณรงค์สร้างจิตสำนึกในเรื่องของการประหยัดพลังงานทั้งในเรื่องของไฟฟ้าและน้ำมัน และช่วยลดผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน ซึ่งโครงการฯ นี้ถือเป็นหนึ่งในมาตรการประหยัดพลังงานทางด้านสังคมแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชนคนไทยที่ใช้รถยนต์ทุกคน ให้ตระหนักถึงการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยลดอุบัติเหตุจาการขับขี่ ตลอดจนช่วยในเรื่องของปัญหามลภาวะทางอากาศ

ในปี พ.ศ. 2559 ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-31 ธันวาคม 2559 มีประชาชนนำรถยนต์ ผ่านการตรวจสภาพเป็นประจำทุก 6 เดือน จำนวน 120 ,230 คัน สามารถลดการใช้น้ำมันได้ถึงร้อยละ 5 โดยคำนวณจากแต่ละคันใช้น้ำมันเฉลี่ยวันละ 4 ลิตร ประหยัดปีละกว่า 8.7 ล้านลิตร คิดเป็นการประหยัดเงินตราต่างประเทศมากกว่า 208 ล้านบาท (ประมาณการราคาน้ำมันลิตรละ 23.80 บาท) นอกจากนั้น โครงการนี้จะช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ถึง18 ,957 ,866.40 23 ล้านกิโลกรัม/ปี หรือ 18 ,957 ตัน/ปี (ประหยัดน้ำมัน 1 ลิตร สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ ได้ 2.16 กิโลกรัม) โดยมีการให้บริการตรวจสภาพรถยนต์เพื่อประหยัดพลังงาน ผ่านศูนย์อาชีวศึกษา-พีทีที เอนจิ้น จูน อัพ ( PTT Engine Tune Up 2016) เมื่อวันที่ 28 มีนาคม-6 เมษายน 2559 จำนวนทั้งสิ้น 8 ,277 คัน ผ่านศูนย์บริการโปรเช็ค ( ProCheck) จำนวน 86 แห่ง และ ฟิต ออโต้ ( Fit Auto) จำนวน 14 แห่ง จำนวน 111 ,953 คัน

กลุ่มประชาสัมพันธ์ 3 เมษายน 2560

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

สัมมนาหลักสูตร ฮอนด้า สมาร์ท เทคโนโลยี หนึ่งร้านสร้างสรรค์ หนึ่งสถาบันสร้างสังคม (ODOC)

%E0%B8%9B%E0%B8%81.jpg

นายวณิชย์ อ่วมศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานเปิดอบรม หลักสูตร ฮอนด้าสมาร์ทเทคโนโลยี PCX150,rebel,MSX 125SF โครงการหนึ่งร้านสร้างสรรค์ หนึ่งสถาบันสร้างสังคม “One Dealer One College” กล่าวว่า การจัดอบรมสัมมนา โครงการ ฯ ดังกล่าว เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน นักศึกษาและครู จากการรายงานผลของผู้รับผิดชอบโครงการ ทั้ง 4 โครงการย่อย (1. โครงการสนับสนุนสื่อการเรียนการสอนและอบรมเทคโนโลยีรถจักรยานยนต์ฮอนด้าให้กับสถานศึกษาในสังกัด สอศ. 2. โครงการอุบัติเหตุเป็นศูนย์ เริ่มที่ตัวคุณ Zero Accident) การรณรงค์ลดอุบัติเหตุในสถาบันการศึกษา 3.โครงการสนับสนุนการแข่งขันฮอนด้าประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง (Honda Eco Mileage Challenge) 4.โครงการ การสร้างอาชีพให้กับนักศึกษา และได้รับการพัฒนาฝีมืออย่างเป็นระบบ)

ได้ให้โอกาสนักเรียน นักศึกษาได้รับความรู้ทางด้านเทคโนโลยี ให้สถานที่ฝึกงาน ทำให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์ตรง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการประกอบอาชีพในอนาคต การอบรมให้ความรู้ในด้านการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

ด้านนายสุชาติ อรุณแสงโรจน์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับโครงการ ฯ ดังกล่าวนี้ หลักสูตรสมาร์ทเทคโนโลยี ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ให้ครูสังกัดอาชีวศึกษา ซึ่งทางบริษัทอัพเดทข้อมูลรู้เท่าทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง และมอบสื่อฉบับเต็มให้กับครูผู้สอน สามารถนำไปใช้ได้ทันที่ พร้อมทั้งจัดให้ครูได้ฝึกภาคปฏิบัติจริง เกี่ยวกับ สมาร์ทคีย์ ที่นำเทคโนโลยีในรถยนต์หรูเข้ามาใช้ในรถจักรยานยนต์เป็นเจ้าแรก และน้องใหม่ล่าสุด คือ MSX125 ซึ่งได้นำเทคโนโลยี ของ ABS ลงใน Mini Bike เป็นครั้งแรกในไทย และถ่ายทดนวัตกรรมป้องกัน ล้อกระดก จาก CBR1000 ลงใน MSX125 SF รุ่นใหม่นี้ด้วย การอบรมหลักสูตร ฮอนด้าสมาร์ทเทคโนโลยี PCX150,rebel,MSX 125SF โครงการหนึ่งร้านสร้างสรรค์ หนึ่งสถาบันสร้างสังคม “One Dealer One College” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-24 มีนาคม 2560 ณ ศูนย์ขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า กรุงเทพ //// กลุ่มประชาสัมพันธ์ 21 มีนาคม 2560

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

สอศ.จับมือ IRCT group ร่วมปั้นนักศึกษาทวิภาคี

1.jpg

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมกับกลุ่มบริษัท IRCT จัดงาน “IRCT group : Step to Thailand 4.0 with DVE”และพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่นักศึกษาอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ประจำปี 2559 ณ บริษัท อีโนเวรับเบอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (วังน้อย) โดยมี ดร.อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ประธานกรรมการการอาชีวศึกษา และนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานกรรมการบริษัท ฯ ร่วมเป็นเกียรติในงาน ดร.อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ประธานกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สื่บเนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายในการผลิตและพัฒนากำลังคน โดยส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีศักยภาพสูงสุด โดยเฉพาะนักศึกษาอาชีวะที่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ให้มีสมรรถนะ ทักษะวิชาชีพ ตรงกับความต้องการของสถานประกอบการ ผ่านการจัดการศึกษาระบบทวิภาคี ซึ่งกลุ่มบริษัท IRCT ได้ร่วมกับ สอศ. สานรับนโยบายดังกล่าว โดยในปี 2559 บริษัทได้จัดทำโครงการความร่วมมือกับสอศ. ในการรับนักศึกษาระบบทวิภาคีเป็น ปีแรก ประกอบกับบริษัท ฯ มีนโยบายในการพัฒนาโรงงานให้เป็นโรงงานอัจฉริยะ หรือ Smart Factory โดยพัฒนาเครื่องจักรและกระบวนการการผลิตให้เป็นระบบอัตโนมัติทั้งหมด ซึ่งโครงการจัดการศึกษาระบบ ทวิภาคีนี้ เป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาบุคลากรให้มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการของบริษัทได้มากที่สุด การพัฒนาคนเป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาประเทศ จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการนี้ จะช่วยพัฒนาองค์กรและประเทศ ไปสู่เป้าหมายที่ยั่งยืนและเพื่อให้เกิดความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ในปี 2560 นี้ บริษัทจึงร่วมกับคณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา หรือ อ.กรอ.อศ. ในกลุ่มอาชีพยานยนต์และชิ้นส่วนร่วมกับกลุ่มอาชีพอื่นๆ อีก 35 กลุ่ม ดำเนินการจัดทำรูปแบบพัฒนาโรงงานให้เป็นโรงเรียน เพื่อเติมเต็มทักษะฝีมือและทักษะการทำงานให้กับนักศึกษาอาชีวะได้เต็มที่เพื่อก้าวเข้าสู่ Thailand 4.0

ซึ่งในปี 2559 ที่ผ่านมา กลุ่มบริษัท IRCT เปิดโอกาสให้นักศึกษาระบบทวิภาคีจำนวน 26 คน จาก 3 สถานศึกษา เข้าฝึกอบรมประสบการณ์วิชาชีพกับบริษัท ฯ ได้แก่ สาขาช่างไฟฟ้า 9 คน จากวิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์ สาขาเทคนิคการผลิต จำนวน 4 คน จากวิทยาลัยเทคนิคสระบุรี และสาขาแมคคาทรอนิกส์ จำนวน 13 คน จากวิทยาลัยเทคนิคท่าหลวงซีเมนต์ไทยอนุสรณ์ ซึ่งหลังจากฝึกแล้วนักศึกษา ได้นำเสนอผลงานโดยแบ่งเป็น 13 กลุ่ม และมี 4 กลุ่มที่มีผลงานโดดเด่น ได้แก่ เช่น การประดิษฐ์ม้วนยางอัตโนมัติแทนการใช้แรงงานคน จากวิทยาลัยเทคท่าหลวงซิเมนต์ไทยอนุสรณ์ เครื่องคัดแยกขนาดเม็ดยางสีสังเคราะห์ จากวิทยาลัยเทคนิคสระบุรี การประดิษฐ์ไฟฉาย LED จากวิทยาลัยเทคนิคท่าหลวงซิเมนต์ไทยอนุสรณ์ และการประดิษฐ์เสื้อเตือนภัยสำหรับตรวจจับกระแสไฟฟ้า จากวิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์ โดยได้มีการจัดสรรนักศึกษาจากสาขาต่างๆ เข้าร่วมฝึกปฏิบัติงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้นักศึกษาได้รับประโยชน์จากการฝึกอย่างสูงสุด สามาถนำความรู้และทักษะไปใช้ประโยชน์ในอาชีพหรือการศึกษาต่อไปในอนาคต กลุ่มประชาสัมพันธ์ 28 กุมภาพันธ์ 2560

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

อาชีวะร่วมจัดงาน “เสมาร่วมใจ ทำดีเพื่อพ่อ : ฝึกอาชีพตามรอยพ่อ”

February 16, 2017 Leave a comment

DSC_3443.JPG

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมจัดงาน “เสมาร่วมใจ ทำดีเพื่อพ่อ : ฝึกอาชีพตามรอยพ่อ”เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเผยแพร่องค์ความรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยมีนายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิด และดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษานำสถานศึกษาในสังกัด ร่วมงาน ณ บริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษม ด้านข้างกระทรวงศึกษาธิการ

ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้นำกิจกรรมมาร่วมในงานครั้งนี้ ได้แก่ การจัดนิทรรศการผลิตผล ผลิตภัณฑ์การจัดการอาชีวศึกษา อาทิ เมนูทรงโปรดรัชกาลที่ 9 โดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา /ขนมจีนน้ำยา น้ำพริก หมี่กรอบ เฉาก๊วยโบราณ เค้กโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี /ผัดไทย และหมี่กรอบโบราณโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาฉะเชิงเทรา /ขนมไทย เบเกอรี่ ซาลาเปาโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษากาญจนบุรี / ต้นไม้ ไอศกรีม ผลไม้ ลำไยโดยวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสระแก้ว / กาแฟโบราณโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษานครศรีธรรมราช / ข้าวสารโดยวิทยาลัยเทคนิคสุรินทร์ / ผ้าไหมโดยวิทยาลัยสารพัดช่างสุรินทร์ / เครื่องไม้ ผลิตภัณฑ์จากไม้โดยวิทยาลัยเทคนิคนครสวรรค์ วิทยาลัยเทคนิคอุตรดิดถ์ และวิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชร การสาธิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาชีวศึกษา อาทิ เครื่องประดับเงิน ถมเงินโดยกาญจนาภิเษกวิทยาลัยช่างทองหลวง / เครื่องหนังโดยวิทยาลัยศิลปหัตถกรรมกรุงเทพ / ภาพวาดคนเหมือนโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี / ผลิตภัณฑ์ด้านคหกรรมและศิลปประดิษฐ์โดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาชลบุรี / ขนมเปี๊ยะปิ้งกับลูกชุบโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี / ข้าวเม่าโดยวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานี และเครื่องแต่ง เครื่องหอม งานศิลปะโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาพระนครศรีอยุธยา การฝึกอบรม 108 อาชีพ อาทิ การผสมเครื่องดื่มโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี / ยาดมสมุนไพรโดยวิทยาลัยสารพัดช่างกาญจนบุรี /สับปะรดผ้าไทยโดยวิทยาลัยสารพัดช่างพระนครศรีอยุธยา /การประดิษฐ์ศิลปประดิษฐ์โดยวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุทัยธานี /พวงกุญแจดอกทิวลิปโดยวิทยาลัยการอาชีพนายายอาม /ของชำร่วยและดอกไม้ประดิษฐ์โดยวิทยาลัยการอาชีพฝาง /การทำพุ่มทองน้อยด้วยเมล็ดข้าวเปลือกโดยวิทยาลัยสารพัดช่างชุมพร/ คอนเฟลกเพื่อสุขภาพโดยวิทยาลัยสารพัดช่างลพบุรี / การทำดอกกระเจียวจากริบบิ้นโดยวิทยาลัยสารพัดช่างระยอง /กัมมี่ เยลลี่โดยวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกาญจนบุรี /ข้าวเหนียวมูน 7 สีโดยวิทยาลัยสารพัดช่างสระบุรี / พานพุทธบูชาโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก / ช้างกระโอ๊บโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ / ธุรกิจเพาะต้นอ่อนทานตะวันโดยวิทยาลัยสารพัดช่างสมุทรปราการ / งานประดิษฐ์พวงกุญแจจากเศษผ้าโดยวิทยาลัยสารพัดช่างนครศรีธรรมราช / การตกแต่งกระเป๋าด้วยกระดาษแนบกิ้นโดยวิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม/ สลัดโรลโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี /ขนมครกข้าวไรซ์เบอรี่โดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย การจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ “เศรษฐกิจพอเพียง” โดยวิทยาลัยการอาชีพวังไกลกังวล และการจัดตกแต่งสวนหย่อมบริเวณหน้างานโดยวิทยาลัยการอาชีพวังไกลกังวล วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์ และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสารคาม ทั้งนี้ ขอเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา ประชาชนและผู้สนใจเข้าร่วมฝึกอาชีพและเที่ยวชมงาน “เสมาร่วมใจ ทำดีเพื่อพ่อ : ฝึกอาชีพตามรอยพ่อ”ระหว่างวันที่ 15 – 17 กุมภาพันธ์ 2560 ตั้งแต่ 08.30 – 17.00 น. ณ บริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษม ด้านข้างกระทรวงศึกษาธิการ

กลุ่มประชาสัมพันธ์ 15 กุมภาพันธ์ 2560

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

ศธ.นำเด็กและเยาวชนดีเด่นฯ เข้าพบนายกรัฐมนตรี

January 13, 2017 Leave a comment

page.jpg

เมื่อวันพุธที่ 11 มกราคม 2560 นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำเด็กและเยาวชนดีเด่นและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศ จำนวน 781 คน เข้าเยี่ยมคารวะและรับโอวาทจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2560 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมี พล.ท. โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมเป็นเกียรติ

นายกรัฐมนตรี กล่าวมีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า เด็ก เยาวชน และลูกหลานทุกคน คือผู้ขับเคลื่อนประเทศไทย และคำขวัญที่ได้มอบให้เด็กและเยาวชน “เด็กไทย ใส่ใจศึกษา พาชาติมั่นคง” ก็เพื่อให้ทุกคนได้คำนึงถึงประเทศชาติด้วย โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ชาติที่กำลังขับเคลื่อนอยู่ มีความเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการในฐานะทำหน้าที่ผลิตและจัดการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่ระดับอนุบาล ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา ระดับอาชีวศึกษา ตลอดจนระดับอุดมศึกษา และการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งตามยุทธศาสตร์ในช่วงปี 2559-2560 เป็นระยะของการเตรียมการเปรียบเสมือนการหว่านพืชหวังผลเก็บเกี่ยว ก็คือการสร้างเด็กและเยาวชนที่มีความเข้มแข็งให้กับประเทศชาติเพื่อขับเคลื่อนประเทศในปี 2561 ตามแผนแม่บทของรัฐบาลต่อไป ในส่วนของเด็กและเยาวชน ขอให้ช่วยคิดในชั้นเรียน คิดอย่างเป็นระบบ และมีกระบวนการคิดในระยะยาวเพื่อพัฒนาตนเองในการเรียนรู้ในสิ่งที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับที่นายกรัฐมนตรีที่วันหนึ่ง ๆ คิดเป็นร้อยเรื่องเพราะปัญหาประเทศมีจำนวนมาก และต้องบริหารประเทศอย่างไรเพื่อให้คนไทยกว่า 70 ล้านคนอยู่อย่างมีความสุข นอกจากนี้ การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีจากการอ่านหนังสือ จึงขอฝากให้เด็ก ๆ แบ่งเวลาเพื่ออ่านหนังสือให้มากขึ้น เพราะจะทำให้เกิดกระบวนการคิดอย่างต่อเนื่อง และเป็นวิธีเรียนรู้ที่ดีกว่าการอ่านจากสื่ออินเทอร์เน็ตหรือ Youtube ซึ่งสื่อสารข้อความสั้น ๆ เพียง 3-4 บรรทัด ไม่ช่วยสื่อถึงความเป็นมาเป็นไปในเรื่องนั้น ๆ ในเรื่องของการใช้เทคโนโลยี ควรใช้ประโยชน์ในการค้นหาความรู้และถ่ายทอดความรู้สู่คนในครอบครัว ไม่ควรใช้เทคโนโลยีเพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียว และไม่ควรจะเชื่อทุกเรื่องที่อยู่ในสื่อสังคมออนไลน์ ควรต้องวิเคราะห์ก่อนที่จะเชื่อเรื่องใด ส่วนในเรื่องของภาษาอังกฤษ ควรปรับการเรียนการสอนโดยเน้นฝึกพูดประโยคสนทนาที่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น และเด็ก ๆ ไม่ต้องอายที่จะสื่อสารกับชาวต่างชาติ เพราะเขาพยายามที่จะเข้าใจเราอยู่แล้ว โดยส่วนตัว เชื่อมั่นว่าการศึกษาของไทยไม่ได้ล้มเหลว และแม้ที่ผ่านมาจะเปลี่ยนรัฐมนตรีมาหลายคนก็ไม่กระทบมาก เพราะทุกอย่างอยู่ที่การบริหารจัดการ แผนงาน และเป้าหมายที่กำหนด ซึ่งย้ำตลอดว่าให้สอนเด็กให้มีความรู้คู่คุณธรรม และผลิตคนให้ตรงกับความต้องการของประเทศ เช่น ผลิตคนโดยดูความต้องการของตลาดเป็นที่ตั้ง ประสานและหาข้อมูลความต้องการจากกระทรวงแรงงาน เพื่อผลิตให้เพียงพอและตรงกับสาขาที่ขาดแคลน ไม่ว่าจะเป็นนักวิจัยเพื่อรองรับการขับเคลื่อน Thailand 4.0, วิศวกรด้านต่าง ๆ รองรับการพัฒนาด้านโลจิสติกส์ของประเทศ เป็นต้น ในส่วนของครูผู้สอน การอบรมครูที่ดำเนินการขณะนี้ อาจยังไม่ทันการณ์ ขอให้หาแนวทางปรับวิธีสอนของครูให้ดีขึ้น หรือนำครูที่มีชื่อเสียงมาสอนผ่านเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการต้องพัฒนาขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้เรียนกับครูที่เก่งเหมือน ๆ กัน นอกจากนี้ได้สั่งการให้กระทรวงศึกษาธิการเพิ่มข้อสอบเป็นคะแนนเสริมใน 2 ส่วน คือ 1) ข้อสอบเชิงคุณธรรมจริยธรรม 2) ข้อสอบเขียนประวัติศาสตร์ชาติไทยด้วย ทั้งนี้ ในช่วงท้ายนายกรัฐมนตรีกล่าวฝากให้ผู้ที่ได้รับรางวัลมีความภาคภูมิใจในตนเอง และเป็นแบบอย่างให้เยาวชนและประเทศชาติ พร้อมทั้งช่วยกันทำให้การศึกษาไทยดีขึ้นด้วยตัวของเราเองด้วย จากนั้น รมว.ศึกษาธิการ ได้มอบโล่รางวัลให้แก่เด็กและเยาวชนที่ได้รับการคัดเลือกจากทุกสังกัดทั่วประเทศ จำนวน 781 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) เด็กและเยาวชนดีเด่น จำนวน 552 คน ซึ่งคัดเลือกจากความประพฤติดี เรียนดี มีคุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์ ขยัน ประหยัด กตัญญูช่วยเหลือพ่อแม่ ผู้ปกครอง และอุทิศตนเพื่อส่วน 2) เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ จำนวน 229 คน แบ่งเป็น 5 ด้าน ได้แก่ ด้านวิชาการ 93 คน, ด้านศิลปะและดนตรี 50 คน, ด้านคุณธรรมจริยธรรม 23 คน, ด้านกีฬาและนันทนาการ 43 คน และด้านทักษะฝีมือ วิชาชีพ 20 คน

โอกาสนี้ รมว.ศึกษาธิการ ได้กล่าวให้โอวาทมีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า การจัดงานวันเด็กและการนำเด็กและเยาวชนดีเด่นและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศเข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนได้กระทำความดีในด้านต่างๆ เป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็กและเยาวชนในอนาคต และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ กระตุ้นให้เด็กและเยาวชนได้ตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญของตนเอง ตลอดจนปลูกฝังให้มีส่วนร่วมในสังคม เป็นกำลังสำคัญของชาติ ตามคำขวัญวันเด็ก ประจำปี 2560 ที่ว่า “เด็กไทย ใส่ใจศึกษา พาชาติมั่นคง” กระทรวงศึกษาธิการ ได้พยายามที่จะขับเคลื่อนงานให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) โดยในส่วนของการศึกษามีความเกี่ยวข้องใน 6 ยุทธศาสตร์ ซึ่งจะขออธิบายสรุปอย่างง่าย คือ 1) ด้านความมั่นคง ที่จะต้องส่งเสริมและสอนให้นักเรียนรู้ความเป็นมาของตนเอง รู้ประวัติศาสตร์ของชาติไทย สนับสนุนและช่วยเหลือการศึกษาในพื้นที่ชายขอบและพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้มีความพร้อมทุกด้านมากขึ้น 2) การสร้างความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยหลักในการสร้างศักยภาพเด็กไทยในเวทีนานาชาติ เช่น การเพิ่มทักษะสื่อสารภาษาอังกฤษ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษางานวิจัย การสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต การค้าขายกับต่างชาติ, การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ การคิดวิเคราะห์, การยกระดับอาชีวศึกษาให้เป็นมืออาชีพ เป็นต้น 3) การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ คือการทำให้เด็กเก่ง โดยเริ่มตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับอุดมศึกษา ที่จะต้องให้ได้เรียนกับครูที่ดีและเก่ง เพื่อหวังให้การจัดการศึกษาเป็นไปตามเป้าหมายและขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ 4) การสร้างโอกาสความเสมอภาคและการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ขณะนี้ยังมีเด็กอีกกว่า 7 ล้านคน ที่เรียนอยู่ในโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล เป็นเด็กยากจน และไม่ได้มีโอกาสเท่ากับทุกคนที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้มีนโยบายพัฒนาโรงเรียนเหล่านี้ ที่เปรียบเสมือนโรงเรียน ICU กว่า 10,000 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ เพื่อให้มีห้องเรียนที่เพียงพอ มีครูครบชั้น มีโรงอาหารที่ถูกสุขลักษณะ และมีอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ครบครัน 5) การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม การดำเนินตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น 6) การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ แน่นอนว่ายุทธศาสตร์ข้างต้นทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีการปรับปรุงการทำงานของภาครัฐไปพร้อมกันด้วย และย้ำว่าต้องการให้เด็กทุกคนมีความฝัน โดยกระทรวงศึกษาธิการจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อนำพาเด็กไปสู่ความฝันให้ได้ ดังเช่นคำที่นายกรัฐมนตรีกล่าวไว้ว่า “Education Pass” ที่จะทำให้การศึกษานำพาประเทศให้มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ตามนโยบายรัฐบาลด้วย นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้รับมอบจากรัฐบาลให้เร่งดำเนินการให้เด็กมีโอกาสได้เรียนกับครูที่เก่ง ๆ ครูที่ดี ๆ อย่างเท่าเทียมกันทั่วประเทศ จึงเตรียมการที่จะเชิญครูในสังกัดและครูจากภายนอกที่เก่งในแต่ละสาขาวิชามาช่วยสอน เช่น ครูพี่แนน ครูอุ๊ ครูสมศรี ครูลิลลี่ เป็นต้น โดยจะจัดทำในรูปแบบคลิปวีดิทัศน์เผยแพร่ในคลังความรู้ของกระทรวงศึกษาธิการและทางสื่ออินเทอร์เน็ต ตลอดจนผลิตเป็นซีดีสื่อการสอนส่งให้กับโรงเรียนต่าง ๆ โดยเฉพาะโรงเรียนห่างไกลให้ได้เรียนรู้กับครูเก่งอย่างทั่วถึงมากขึ้น สิ่งสุดท้ายที่ต้องการฝากไว้กับเด็กและเยาวชนคือ ขอให้อ่านหนังสือให้มาก ๆ เพราะนักวิทยาศาสตร์ที่เก่ง ๆ หรือคนที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่อ่านมาก ซึ่งนอกจากจะได้ความรู้แล้ว ยังทำให้ได้เรียนรู้ว่าบรรพบุรุษได้คิดและสร้างอะไรไว้แล้วบ้าง แต่ก็ขอให้อ่านให้ถูก ไม่ควรอ่านเฉพาะข้อความสั้น ๆ ที่ส่งต่อมาทางไลน์หรือทางสื่อสังคมออนไลน์เท่านั้น เพราะสื่อเหล่านั้นไม่ได้ทำให้เราเรียนรู้ได้ดีเท่ากับการอ่านหนังสือ สิ่งสำคัญคือ ขอให้ทุกคนขยันและมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้ ดังคำที่ว่า “Work Hard Be Nice” Cr.ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี

กลุ่มประชาสัมพันธ์ 11 มกราคม 2560

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

อาชีวะพัฒนาครูตาม ITE Model

December 20, 2016 Leave a comment

1.jpg

นายวณิชย์ อ่วมศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมกับ ITE Education Services ประเทศสิงคโปร์ จัดฝึกอบรมครูแกนนำ ภายใต้ “โครงการ TF-ITEES TVET Multi – Discipline Specialist Programme เพื่อพัฒนาการสอนของครู” จำนวน 31 คน โดยครูแกนนำจะเข้ารับการฝึกอบรมจากผู้เชี่ยวชาญระยะเวลา 1 สัปดาห์ ในประเทศไทย และเดินทางไปฝึกอบรม สถาบัน ITE ระยะเวลา 2 สัปดาห์ เมื่อผ่านการฝึกอบรมจากประเทศสิงคโปร์แล้ว ต้องนำความรู้ไปขยายผลให้กับครูในสถานศึกษาอัตราส่วนครูแกนนำ 1 คน และขยายผลไปยังครู 5 คน รองเลขาธิการ กล่าวต่อว่า สอศ. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาครู โดยครูนับเป็นบุคลากรที่สำคัญต่อการจัดการเรียนการสอน เป็นกลไกสำคัญที่จะให้นักศึกษาได้รับความรู้ ความสามารถ ทักษะ และชี้นำให้นักศึกษานำไปปฏิบัติ ฝึกฝน และพัฒนาต่อยอด โดยการฝึกอบรมในครั้งนี้ เป็นกิจกรรมขยายผลความรู้ของครูแกนนำในรุ่นที่ 2 จากสถานศึกษาอาชีวศึกษาให้มีความเป็นเลิศเฉพาะทาง สอศ. ภายใต้ “โครงการ TF-ITEES TVET Multi – Discipline Specialist Programme เพื่อพัฒนาการสอนของครู” มีการดำเนินงานในระยะที่1 Leadership Development เน้นการพัฒนาความเป็นผู้นำ ระยะที่2 Curriculum Design and Assessment เน้นการพัฒนาด้านหลักสูตรและการประเมิน กิจกรรมโครงการในครั้งนี้ นับเป็นระยะที่ 3 เรื่องการพัฒนาการสอนของครู หรือ Pedagogy Development โดยสถานศึกษากลุ่มเป้าหมายหลักที่เข้าร่วมการฝึกอบรม เป็นสถานศึกษาภายใต้โครงการส่งเสริมสถานศึกษาอาชีวศึกษาให้มีความเป็นเลิศเฉพาะทาง จำนวน 17 แห่ง เข้ารับการอบรม เพื่อถ่ายทอดความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อให้เพื่อนครู พัฒนาแผนการสอน การสร้างกลยุทธ์ใหม่ เพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-23 ธันวาคม 2559 ณ โรงแรมบางกอก พาเลส กลุ่มประชาสัมพันธ์ 19 ธันวาคม 2559

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา