Archive

Posts Tagged ‘รัฐมนตรี’

อาชีวะ ร่วมปตท. เปิด ๕๙ ศูนย์ จูน อัพเครื่องยนต์ประหยัดพลังงาน

%E0%B8%9B%E0%B8%81.JPG

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดโครงการพีทีที เอนจิ้น จูน อัพ 2560 ( PTT Engine Tune Up 2017) มาตรการประหยัดพลังงานเพื่อประชาชนประจำปี 2560 ให้บริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ 25 รายการ เริ่มแล้ววันนี้ 3 -10 เมษายน 2560 ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. ไม่คิดค่าแรง ณ ศูนย์จูนอัพ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. บนถนนสายหลัก 59 ศูนย์ทั่วประเทศ เตรียมพร้อมรองรับการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์

นายวณิชย์ อ่วมศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า โครงการพีทีที เอนจิ้น จูน อัพ 2560 ( PTT Engine Tune Up 2017) มาตรการประหยัดพลังงานเพื่อประชาชนประจำปี 2560 เพื่อสนองนโยบายรัฐในการรณรงค์สร้างจิตสำนึก ให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการประหยัดพลังงาน เพิ่มความปลอดภัย ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ตลอดจน เป็นการฝึกทักษะความชำนาญ และสร้างจิตอาสาให้นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา นำความรู้วิชาชีพไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ตั้งเป้าบริการได้ไม่น้อยกว่า 135 ,000 คันโดย สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้จัดส่ง 59 ทีม ประกอบด้วยครู นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา รวม 354 คน ประจำสถานีบริหารน้ำมัน ปตท. สถานีละ 1 ทีม พร้อมด้วยอุปกรณ์ด้านช่างยนต์ ออกให้บริการตรวจสภาพรถยนต์แก่ประชาชน 25 รายการ ณ สถานีบริการน้ำมันของ ปตท. จำนวน 59 แห่ง ในพื้นที่ 35 จังหวัด นอกจากนี้ยังสามารถรับบริการเพิ่มเติมตรวจเช็คสภาพมาตรฐานความปลอดภัย 15 ขั้นตอนโดยช่างของศูนย์ได้ที่ศูนย์บริการ โปรเช็ค ( ProCheck) จำนวน 57 แห่ง และตรวจเช็คเครื่องยนต์ จำนวน 24 รายการโดยช่างของศูนย์ได้ที่ ฟิต ออโต้ ( Fit Auto) จำนวน 26 แห่ง สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักความร่วมมือ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โทร. 0 2281 5555 ต่อ 1394 หรือดูรายละเอียดได้ที่ http://www.vec.go.th, http://www.pttplc.com, PTT Contact Center 1365 โครงการพีทีที เอนจิ้น จูน อัพ ( PTT Engine Tune Up) เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2547 เป็นโครงการที่ทีมครูนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาออกให้บริการตรวจสภาพรถยนต์ฟรีแก่ประชาชน โดยใช้ช่วงเวลาว่างจากการปิดภาพเรียนให้เกิดประโยชน์แก่สังคมและจากสถานการณ์ราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจึงได้ประกาศมาตรการประหยัดพลังงานเพื่อประชาชน เพื่อรณรงค์สร้างจิตสำนึกในเรื่องของการประหยัดพลังงานทั้งในเรื่องของไฟฟ้าและน้ำมัน และช่วยลดผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน ซึ่งโครงการฯ นี้ถือเป็นหนึ่งในมาตรการประหยัดพลังงานทางด้านสังคมแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชนคนไทยที่ใช้รถยนต์ทุกคน ให้ตระหนักถึงการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยลดอุบัติเหตุจาการขับขี่ ตลอดจนช่วยในเรื่องของปัญหามลภาวะทางอากาศ

ในปี พ.ศ. 2559 ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-31 ธันวาคม 2559 มีประชาชนนำรถยนต์ ผ่านการตรวจสภาพเป็นประจำทุก 6 เดือน จำนวน 120 ,230 คัน สามารถลดการใช้น้ำมันได้ถึงร้อยละ 5 โดยคำนวณจากแต่ละคันใช้น้ำมันเฉลี่ยวันละ 4 ลิตร ประหยัดปีละกว่า 8.7 ล้านลิตร คิดเป็นการประหยัดเงินตราต่างประเทศมากกว่า 208 ล้านบาท (ประมาณการราคาน้ำมันลิตรละ 23.80 บาท) นอกจากนั้น โครงการนี้จะช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ถึง18 ,957 ,866.40 23 ล้านกิโลกรัม/ปี หรือ 18 ,957 ตัน/ปี (ประหยัดน้ำมัน 1 ลิตร สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ ได้ 2.16 กิโลกรัม) โดยมีการให้บริการตรวจสภาพรถยนต์เพื่อประหยัดพลังงาน ผ่านศูนย์อาชีวศึกษา-พีทีที เอนจิ้น จูน อัพ ( PTT Engine Tune Up 2016) เมื่อวันที่ 28 มีนาคม-6 เมษายน 2559 จำนวนทั้งสิ้น 8 ,277 คัน ผ่านศูนย์บริการโปรเช็ค ( ProCheck) จำนวน 86 แห่ง และ ฟิต ออโต้ ( Fit Auto) จำนวน 14 แห่ง จำนวน 111 ,953 คัน

กลุ่มประชาสัมพันธ์ 3 เมษายน 2560

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

อาชีวะร่วมจัดงาน “เสมาร่วมใจ ทำดีเพื่อพ่อ : ฝึกอาชีพตามรอยพ่อ”

February 16, 2017 Leave a comment

DSC_3443.JPG

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมจัดงาน “เสมาร่วมใจ ทำดีเพื่อพ่อ : ฝึกอาชีพตามรอยพ่อ”เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเผยแพร่องค์ความรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยมีนายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิด และดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษานำสถานศึกษาในสังกัด ร่วมงาน ณ บริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษม ด้านข้างกระทรวงศึกษาธิการ

ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้นำกิจกรรมมาร่วมในงานครั้งนี้ ได้แก่ การจัดนิทรรศการผลิตผล ผลิตภัณฑ์การจัดการอาชีวศึกษา อาทิ เมนูทรงโปรดรัชกาลที่ 9 โดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา /ขนมจีนน้ำยา น้ำพริก หมี่กรอบ เฉาก๊วยโบราณ เค้กโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี /ผัดไทย และหมี่กรอบโบราณโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาฉะเชิงเทรา /ขนมไทย เบเกอรี่ ซาลาเปาโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษากาญจนบุรี / ต้นไม้ ไอศกรีม ผลไม้ ลำไยโดยวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสระแก้ว / กาแฟโบราณโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษานครศรีธรรมราช / ข้าวสารโดยวิทยาลัยเทคนิคสุรินทร์ / ผ้าไหมโดยวิทยาลัยสารพัดช่างสุรินทร์ / เครื่องไม้ ผลิตภัณฑ์จากไม้โดยวิทยาลัยเทคนิคนครสวรรค์ วิทยาลัยเทคนิคอุตรดิดถ์ และวิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชร การสาธิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาชีวศึกษา อาทิ เครื่องประดับเงิน ถมเงินโดยกาญจนาภิเษกวิทยาลัยช่างทองหลวง / เครื่องหนังโดยวิทยาลัยศิลปหัตถกรรมกรุงเทพ / ภาพวาดคนเหมือนโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี / ผลิตภัณฑ์ด้านคหกรรมและศิลปประดิษฐ์โดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาชลบุรี / ขนมเปี๊ยะปิ้งกับลูกชุบโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี / ข้าวเม่าโดยวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานี และเครื่องแต่ง เครื่องหอม งานศิลปะโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาพระนครศรีอยุธยา การฝึกอบรม 108 อาชีพ อาทิ การผสมเครื่องดื่มโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี / ยาดมสมุนไพรโดยวิทยาลัยสารพัดช่างกาญจนบุรี /สับปะรดผ้าไทยโดยวิทยาลัยสารพัดช่างพระนครศรีอยุธยา /การประดิษฐ์ศิลปประดิษฐ์โดยวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุทัยธานี /พวงกุญแจดอกทิวลิปโดยวิทยาลัยการอาชีพนายายอาม /ของชำร่วยและดอกไม้ประดิษฐ์โดยวิทยาลัยการอาชีพฝาง /การทำพุ่มทองน้อยด้วยเมล็ดข้าวเปลือกโดยวิทยาลัยสารพัดช่างชุมพร/ คอนเฟลกเพื่อสุขภาพโดยวิทยาลัยสารพัดช่างลพบุรี / การทำดอกกระเจียวจากริบบิ้นโดยวิทยาลัยสารพัดช่างระยอง /กัมมี่ เยลลี่โดยวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกาญจนบุรี /ข้าวเหนียวมูน 7 สีโดยวิทยาลัยสารพัดช่างสระบุรี / พานพุทธบูชาโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก / ช้างกระโอ๊บโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ / ธุรกิจเพาะต้นอ่อนทานตะวันโดยวิทยาลัยสารพัดช่างสมุทรปราการ / งานประดิษฐ์พวงกุญแจจากเศษผ้าโดยวิทยาลัยสารพัดช่างนครศรีธรรมราช / การตกแต่งกระเป๋าด้วยกระดาษแนบกิ้นโดยวิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม/ สลัดโรลโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี /ขนมครกข้าวไรซ์เบอรี่โดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย การจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ “เศรษฐกิจพอเพียง” โดยวิทยาลัยการอาชีพวังไกลกังวล และการจัดตกแต่งสวนหย่อมบริเวณหน้างานโดยวิทยาลัยการอาชีพวังไกลกังวล วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์ และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสารคาม ทั้งนี้ ขอเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา ประชาชนและผู้สนใจเข้าร่วมฝึกอาชีพและเที่ยวชมงาน “เสมาร่วมใจ ทำดีเพื่อพ่อ : ฝึกอาชีพตามรอยพ่อ”ระหว่างวันที่ 15 – 17 กุมภาพันธ์ 2560 ตั้งแต่ 08.30 – 17.00 น. ณ บริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษม ด้านข้างกระทรวงศึกษาธิการ

กลุ่มประชาสัมพันธ์ 15 กุมภาพันธ์ 2560

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

“ชาติพัฒนา ด้วยครูดี มีคุณภาพ ศิษย์ซาบซึ้ง ในพระคุณครู”

January 17, 2017 Leave a comment

%E0%B8%9B%E0%B8%812.jpg

(16 มกราคม 2560) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในงานวันครู ครั้งที่ 61 พ.ศ. 2560 ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ โดยการจัดงานวันครูครั้งนี้เป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “พระผู้ทรงเป็นบูรพาจารย์แห่งแผ่นดิน” ระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ ส่งเสริม ยกย่อง เชิดชูเกียรติครูและพัฒนาวิชาชีพครู

นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตร “วันครู ครั้งที่ 61 พ.ศ. 2560 ” โดยมี ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ ข้าราชการ ครู และบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดเข้าร่วมพิธีในช่วงเช้า ณ บริเวณสนามหญ้าหน้ากระทรวงศึกษาธิการ

จากนั้น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้าคารวะครูอาวุโสของนายกรัฐมนตรี จำนวน 2 ท่าน คือ พล.ต.หญิง ศรีสมร ทังสุบุตร สอนวิชาภาษาอังกฤษชั้นปีที่ 5 และ พล.ต.หญิง อรพินท์ เพชรพลอย สอนวิชาประวัติศาสตร์ยุโรป ชั้นปีที่ 3 และวิชาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกไกล ชั้นปีที่ 4 โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า พร้อมทั้งได้ให้โอวาทและมอบรางวัลผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ จำนวน 6 ราย ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา และรางวัลคุรุสภา 27 ราย โดยรางวัลคุรุสภา ประเภทผู้ประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ได้แก่ นายชาติชาย เกตุพรหม ผู้อำนวยการวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีร้อยเอ็ด ณ หอประชุมคุรุสภา

ในภาคบ่าย นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง เข้าคาราวะครู โดยดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา คารวะ นายจิระชัย แววพหูสูต ซึ่งเป็นครูสอนในระดับประถมศึกษา จากนั้น รมว.ศธ. ได้มอบรางวัลยกย่อง เชิดชูเกียรติแก่ครู โดยมีสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษารับรางวัล “คุรุคุณธรรม” เข็มเงิน ได้แก่ นายพงศ์ศักดิพล ทาแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี เข็มทองแดง ได้แก่ ว่าที่ร.ท.นิคม เหลี่ยมจุ้ย ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพชรบุรี และนายสุคนธ์ แก้วแท้ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาภูเก็ต / รางวัล “หนึ่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม ประจำปี 2559” เหรียญทอง ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคสุราษฏร์ธานี และวิทยาลัยเทคนิคลำพูน เหรียญเงิน ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี เหรียญทองแดง ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ และวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ ณ หอประชุมคุรุสภา

กลุ่มประชาสัมพันธ์ 16 มกราคม 2560

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

ศธ.นำเด็กและเยาวชนดีเด่นฯ เข้าพบนายกรัฐมนตรี

January 13, 2017 Leave a comment

page.jpg

เมื่อวันพุธที่ 11 มกราคม 2560 นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำเด็กและเยาวชนดีเด่นและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศ จำนวน 781 คน เข้าเยี่ยมคารวะและรับโอวาทจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เนื่องในโอกาสวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2560 ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยมี พล.ท. โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, นายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมเป็นเกียรติ

นายกรัฐมนตรี กล่าวมีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า เด็ก เยาวชน และลูกหลานทุกคน คือผู้ขับเคลื่อนประเทศไทย และคำขวัญที่ได้มอบให้เด็กและเยาวชน “เด็กไทย ใส่ใจศึกษา พาชาติมั่นคง” ก็เพื่อให้ทุกคนได้คำนึงถึงประเทศชาติด้วย โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ชาติที่กำลังขับเคลื่อนอยู่ มีความเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการในฐานะทำหน้าที่ผลิตและจัดการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่ระดับอนุบาล ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา ระดับอาชีวศึกษา ตลอดจนระดับอุดมศึกษา และการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งตามยุทธศาสตร์ในช่วงปี 2559-2560 เป็นระยะของการเตรียมการเปรียบเสมือนการหว่านพืชหวังผลเก็บเกี่ยว ก็คือการสร้างเด็กและเยาวชนที่มีความเข้มแข็งให้กับประเทศชาติเพื่อขับเคลื่อนประเทศในปี 2561 ตามแผนแม่บทของรัฐบาลต่อไป ในส่วนของเด็กและเยาวชน ขอให้ช่วยคิดในชั้นเรียน คิดอย่างเป็นระบบ และมีกระบวนการคิดในระยะยาวเพื่อพัฒนาตนเองในการเรียนรู้ในสิ่งที่ยากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับที่นายกรัฐมนตรีที่วันหนึ่ง ๆ คิดเป็นร้อยเรื่องเพราะปัญหาประเทศมีจำนวนมาก และต้องบริหารประเทศอย่างไรเพื่อให้คนไทยกว่า 70 ล้านคนอยู่อย่างมีความสุข นอกจากนี้ การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีจากการอ่านหนังสือ จึงขอฝากให้เด็ก ๆ แบ่งเวลาเพื่ออ่านหนังสือให้มากขึ้น เพราะจะทำให้เกิดกระบวนการคิดอย่างต่อเนื่อง และเป็นวิธีเรียนรู้ที่ดีกว่าการอ่านจากสื่ออินเทอร์เน็ตหรือ Youtube ซึ่งสื่อสารข้อความสั้น ๆ เพียง 3-4 บรรทัด ไม่ช่วยสื่อถึงความเป็นมาเป็นไปในเรื่องนั้น ๆ ในเรื่องของการใช้เทคโนโลยี ควรใช้ประโยชน์ในการค้นหาความรู้และถ่ายทอดความรู้สู่คนในครอบครัว ไม่ควรใช้เทคโนโลยีเพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียว และไม่ควรจะเชื่อทุกเรื่องที่อยู่ในสื่อสังคมออนไลน์ ควรต้องวิเคราะห์ก่อนที่จะเชื่อเรื่องใด ส่วนในเรื่องของภาษาอังกฤษ ควรปรับการเรียนการสอนโดยเน้นฝึกพูดประโยคสนทนาที่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น และเด็ก ๆ ไม่ต้องอายที่จะสื่อสารกับชาวต่างชาติ เพราะเขาพยายามที่จะเข้าใจเราอยู่แล้ว โดยส่วนตัว เชื่อมั่นว่าการศึกษาของไทยไม่ได้ล้มเหลว และแม้ที่ผ่านมาจะเปลี่ยนรัฐมนตรีมาหลายคนก็ไม่กระทบมาก เพราะทุกอย่างอยู่ที่การบริหารจัดการ แผนงาน และเป้าหมายที่กำหนด ซึ่งย้ำตลอดว่าให้สอนเด็กให้มีความรู้คู่คุณธรรม และผลิตคนให้ตรงกับความต้องการของประเทศ เช่น ผลิตคนโดยดูความต้องการของตลาดเป็นที่ตั้ง ประสานและหาข้อมูลความต้องการจากกระทรวงแรงงาน เพื่อผลิตให้เพียงพอและตรงกับสาขาที่ขาดแคลน ไม่ว่าจะเป็นนักวิจัยเพื่อรองรับการขับเคลื่อน Thailand 4.0, วิศวกรด้านต่าง ๆ รองรับการพัฒนาด้านโลจิสติกส์ของประเทศ เป็นต้น ในส่วนของครูผู้สอน การอบรมครูที่ดำเนินการขณะนี้ อาจยังไม่ทันการณ์ ขอให้หาแนวทางปรับวิธีสอนของครูให้ดีขึ้น หรือนำครูที่มีชื่อเสียงมาสอนผ่านเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการต้องพัฒนาขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้เรียนกับครูที่เก่งเหมือน ๆ กัน นอกจากนี้ได้สั่งการให้กระทรวงศึกษาธิการเพิ่มข้อสอบเป็นคะแนนเสริมใน 2 ส่วน คือ 1) ข้อสอบเชิงคุณธรรมจริยธรรม 2) ข้อสอบเขียนประวัติศาสตร์ชาติไทยด้วย ทั้งนี้ ในช่วงท้ายนายกรัฐมนตรีกล่าวฝากให้ผู้ที่ได้รับรางวัลมีความภาคภูมิใจในตนเอง และเป็นแบบอย่างให้เยาวชนและประเทศชาติ พร้อมทั้งช่วยกันทำให้การศึกษาไทยดีขึ้นด้วยตัวของเราเองด้วย จากนั้น รมว.ศึกษาธิการ ได้มอบโล่รางวัลให้แก่เด็กและเยาวชนที่ได้รับการคัดเลือกจากทุกสังกัดทั่วประเทศ จำนวน 781 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1) เด็กและเยาวชนดีเด่น จำนวน 552 คน ซึ่งคัดเลือกจากความประพฤติดี เรียนดี มีคุณธรรม จริยธรรม มีความซื่อสัตย์ ขยัน ประหยัด กตัญญูช่วยเหลือพ่อแม่ ผู้ปกครอง และอุทิศตนเพื่อส่วน 2) เด็กและเยาวชนที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ จำนวน 229 คน แบ่งเป็น 5 ด้าน ได้แก่ ด้านวิชาการ 93 คน, ด้านศิลปะและดนตรี 50 คน, ด้านคุณธรรมจริยธรรม 23 คน, ด้านกีฬาและนันทนาการ 43 คน และด้านทักษะฝีมือ วิชาชีพ 20 คน

โอกาสนี้ รมว.ศึกษาธิการ ได้กล่าวให้โอวาทมีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า การจัดงานวันเด็กและการนำเด็กและเยาวชนดีเด่นและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศเข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรี เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนได้กระทำความดีในด้านต่างๆ เป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็กและเยาวชนในอนาคต และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ กระตุ้นให้เด็กและเยาวชนได้ตระหนักถึงบทบาทอันสำคัญของตนเอง ตลอดจนปลูกฝังให้มีส่วนร่วมในสังคม เป็นกำลังสำคัญของชาติ ตามคำขวัญวันเด็ก ประจำปี 2560 ที่ว่า “เด็กไทย ใส่ใจศึกษา พาชาติมั่นคง” กระทรวงศึกษาธิการ ได้พยายามที่จะขับเคลื่อนงานให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) โดยในส่วนของการศึกษามีความเกี่ยวข้องใน 6 ยุทธศาสตร์ ซึ่งจะขออธิบายสรุปอย่างง่าย คือ 1) ด้านความมั่นคง ที่จะต้องส่งเสริมและสอนให้นักเรียนรู้ความเป็นมาของตนเอง รู้ประวัติศาสตร์ของชาติไทย สนับสนุนและช่วยเหลือการศึกษาในพื้นที่ชายขอบและพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้มีความพร้อมทุกด้านมากขึ้น 2) การสร้างความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยหลักในการสร้างศักยภาพเด็กไทยในเวทีนานาชาติ เช่น การเพิ่มทักษะสื่อสารภาษาอังกฤษ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษางานวิจัย การสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต การค้าขายกับต่างชาติ, การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ การคิดวิเคราะห์, การยกระดับอาชีวศึกษาให้เป็นมืออาชีพ เป็นต้น 3) การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ คือการทำให้เด็กเก่ง โดยเริ่มตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงระดับอุดมศึกษา ที่จะต้องให้ได้เรียนกับครูที่ดีและเก่ง เพื่อหวังให้การจัดการศึกษาเป็นไปตามเป้าหมายและขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ 4) การสร้างโอกาสความเสมอภาคและการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ขณะนี้ยังมีเด็กอีกกว่า 7 ล้านคน ที่เรียนอยู่ในโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล เป็นเด็กยากจน และไม่ได้มีโอกาสเท่ากับทุกคนที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้มีนโยบายพัฒนาโรงเรียนเหล่านี้ ที่เปรียบเสมือนโรงเรียน ICU กว่า 10,000 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ เพื่อให้มีห้องเรียนที่เพียงพอ มีครูครบชั้น มีโรงอาหารที่ถูกสุขลักษณะ และมีอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ครบครัน 5) การสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม การดำเนินตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น 6) การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ แน่นอนว่ายุทธศาสตร์ข้างต้นทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีการปรับปรุงการทำงานของภาครัฐไปพร้อมกันด้วย และย้ำว่าต้องการให้เด็กทุกคนมีความฝัน โดยกระทรวงศึกษาธิการจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อนำพาเด็กไปสู่ความฝันให้ได้ ดังเช่นคำที่นายกรัฐมนตรีกล่าวไว้ว่า “Education Pass” ที่จะทำให้การศึกษานำพาประเทศให้มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ตามนโยบายรัฐบาลด้วย นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้รับมอบจากรัฐบาลให้เร่งดำเนินการให้เด็กมีโอกาสได้เรียนกับครูที่เก่ง ๆ ครูที่ดี ๆ อย่างเท่าเทียมกันทั่วประเทศ จึงเตรียมการที่จะเชิญครูในสังกัดและครูจากภายนอกที่เก่งในแต่ละสาขาวิชามาช่วยสอน เช่น ครูพี่แนน ครูอุ๊ ครูสมศรี ครูลิลลี่ เป็นต้น โดยจะจัดทำในรูปแบบคลิปวีดิทัศน์เผยแพร่ในคลังความรู้ของกระทรวงศึกษาธิการและทางสื่ออินเทอร์เน็ต ตลอดจนผลิตเป็นซีดีสื่อการสอนส่งให้กับโรงเรียนต่าง ๆ โดยเฉพาะโรงเรียนห่างไกลให้ได้เรียนรู้กับครูเก่งอย่างทั่วถึงมากขึ้น สิ่งสุดท้ายที่ต้องการฝากไว้กับเด็กและเยาวชนคือ ขอให้อ่านหนังสือให้มาก ๆ เพราะนักวิทยาศาสตร์ที่เก่ง ๆ หรือคนที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่อ่านมาก ซึ่งนอกจากจะได้ความรู้แล้ว ยังทำให้ได้เรียนรู้ว่าบรรพบุรุษได้คิดและสร้างอะไรไว้แล้วบ้าง แต่ก็ขอให้อ่านให้ถูก ไม่ควรอ่านเฉพาะข้อความสั้น ๆ ที่ส่งต่อมาทางไลน์หรือทางสื่อสังคมออนไลน์เท่านั้น เพราะสื่อเหล่านั้นไม่ได้ทำให้เราเรียนรู้ได้ดีเท่ากับการอ่านหนังสือ สิ่งสำคัญคือ ขอให้ทุกคนขยันและมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้ ดังคำที่ว่า “Work Hard Be Nice” Cr.ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี

กลุ่มประชาสัมพันธ์ 11 มกราคม 2560

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

รมว.ศธ.มอบนโยบายแก้ปัญหาโรงเรียน ICU ๓,๐๐๐ แห่ง

December 26, 2016 Leave a comment

page.jpg

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อรับมอบนโยบายไปสู่การปฏิบัติ วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม 2559 ณ โรงแรมปริ๊นซ์พาเลซ กรุงเทพ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายในภาพรวมตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และสอดคล้องกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ 6 ข้อ เน้นให้สามารถเห็นผลได้ชัดเจน จับต้องได้ โดยเรื่องที่ต้องทำภายในปีนี้คือการเปิดโรงเรียน ICU ประมาณ 3,000 แห่ง จากโรงเรียนที่เข้าข่าย ICU ทั้งหมดกว่า 10,000 แห่ง

สำหรับการคัดเลือกโรงเรียน ICU นั้น ดูจากโรงเรียนที่มีปัญหาด้านต่างๆ เช่น ครูไม่พอ การบริหารจัดการ ผลสัมฤทธิ์ ยาเสพติด เป็นต้น โดยให้ครูในโรงเรียน คนในชุมชน ร่วมกันวินิจฉัยสาเหตุแห่งปัญหา จากนั้นจึงร่วมมือกันวางแผนแก้ไขปัญหา หากขาดเหลือด้านใด กระทรวงศึกษาธิการยินดีจะช่วยเหลือเพื่อให้โรงเรียนพัฒนาจนสามารถออกจาก ICU ได้ ในส่วนของผู้อำนวยการโรงเรียนที่สามารถพาโรงเรียนออกจาก ICU ได้นั้น จะมีการพิจารณาหลักเกณฑ์การเลื่อนขั้นให้ ทั้งนี้เมื่อโรงเรียนเก่าออกไปจะมีการคัดเลือกโรงเรียนใหม่เข้ามาทดแทนจนกว่าจะพัฒนาให้ไม่เหลือโรงเรียน ICU อีก โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กำหนดให้โครงการนี้เสร็จสิ้นภายใน 2 ปี

นอกจากนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยเรื่องการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะว่า มีการปรับเกณฑ์การประเมินใหม่แน่นอน เพื่อส่งเสริมให้ครูที่สอนดีได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม โดยด้านปริมาณจะพิจารณาจากชั่วโมงการสอน ส่วนด้านคุณภาพขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการกำหนดเกณฑ์อยู่ แต่รับรองว่าไม่ยุ่งยากวุ่นวายอย่างที่ผ่านมา

Cr. ข่าว กลุ่มสารนิเทศ สอ.สป. กลุ่มประชาสัมพันธ์ 26 ธันวาคม 2559

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

สอศ.ร่วมพิธีทำบุญตักบาตร

October 25, 2016 Leave a comment

page1.jpg

ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา คณะผู้บริหาร สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ข้าราชการ และบุคลากรอาชีวศึกษา ร่วมพิธีทำบุญตักบาตร ถวายอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ บริเวณหน้าอาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

ต่อมาเวลา 8.00 น. พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะผู้บริหารและข้าราชการร่วมพิธีถวายความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมกล่าวถวายความอาลัยดังนี้

“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 สิริพระชนมพรรษาปีที่ 89 ทรงครองสิริราชสมบัติได้ 70 ปี ยังความเศร้าโศกอาดูรแก่ปวงพสกนิกรเป็นล้นพ้น

ปวงข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และบุคลากรกระทรวงศึกษาธิการ ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ทรงมีน้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวง ทรงห่วงใยปวงประชาราษฎร์ เป็นที่ประจักษ์

พระราชกรณียกิจด้านการศึกษาสุดคณานับ โดยเฉพาะพระราชกระแสรับสั่งเกี่ยวกับครูและนักเรียน ซึ่งเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติของครู และผู้บริหารสถานศึกษาทั้งปวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งโรงเรียนหลายแห่ง เช่น โรงเรียนจิตรลดา ที่เป็นโรงเรียนสำหรับเจ้าฟ้าและสามัญชน, โรงเรียนเจ้าพ่อหลวงอุปถัมภ์ สำหรับพัฒนาชาวไทยภูเขา, โรงเรียนร่มเกล้า, โรงเรียนวังไกลกังวล, โรงเรียน ภปร. ราชวิทยาลัย รวมทั้งทรงมีพระราชดำริเกี่ยวการศึกษา ดังเช่น โครงการจัดการศึกษาด้วยระบบทางไกลผ่านดาวเทียม ทั้งยังทรงเคยเสด็จไปพระราชทานความรู้แก่เด็กนักเรียนในรายการศึกษาทัศน์ ทรงมีพระราชดำริ ริเริ่มโครงการโรงเรียนพระดาบส ที่ให้ความรู้วิชาชีพแก่ผู้ด้อยโอกาส ทรงตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาต่างๆ เพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ทั่วประเทศ ทรงพระราชทานทุนการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษา เป็นจำนวนมาก เช่น ทุนภูมิพล ทุนมูลนิธิอานันทมหิดล ทุนเล่าเรียนหลวง

พระมหากรุณาธิคุณด้านการศึกษาสุดคณานับนี้ กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระราชสมัญญา “พระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน” พระราชวิสัยทัศน์อันเปี่ยมไปด้วยพระปรีชาญาณอันลึกซึ้ง จักอยู่ในจิตใจของปวงข้าพระพุทธเจ้า และจักสืบสานพระราชปณิธานด้านการศึกษา รวมทั้งนำหลักการทรงงานและพระบรมราโชวาท มาเป็นหลักในการดำรงตน และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น และสุจริตใจ เพื่อประโยชน์สุขแก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชน สืบไป

กลุ่มประชาสัมพันธ์ 20 ตุลาคม 2559

Cr.ข่าวสำนักรัฐมนตรี

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

เลขาฯ รมว.ศธ.พร้อมด้วยเลขาธิการ กพฐ.และคณะผู้บริหาร สพฐ.ตรวจเยี่ยมการหนุนโรงเรียนในพื้นที่อำเภอสันป่าตอง สพป.เชียงใหม่เขต ๔

September 12, 2016 Leave a comment

895808.jpg

***เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพร้อมด้วยเลขาธิการ กพฐ.และคณะผู้บริหาร สพฐ. ตรวจเยี่ยมการหนุนโรงเรียนในพื้นที่อำเภอสันป่าตอง สพป.เชียงใหม่เขต 4 มาเรียนรวมกัน เพื่อจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ ให้เท่าเทียมเด็ก

ในเมืองเชียงใหม่

พันเอกณัฐพงษ์ เพราแก้ว เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตรวจเยี่ยมโรงเรียนในสังกัด สพป.เชีบงใหม่ เขต 4 ในภาพเป็นโรงเรียนบ้านห้วยส้ม ตำบลสันกลาง อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ได้มีโรงเรียนวัดบุปผาราม มีนักเรียน 13 คน มาเรียนร่วมกับโรงเรียนแห่งนี้ 13 คนทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายเรียนรวม โรงเรียนในพื้นที่บางแห่งที่มีเด็กมาเรียนน้อย ไปรวมกับโรงเรียนที่มีครู นักเรียนมาก ทั้งนี้เพื่อให้ครูได้จัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพกับนักเรียน พร้อมรับฟังปัญหา อุปสรรคของคนในชุมชนทั้ง 2 แห่งว่าพบการต่อต้านหรือไม่เห็นด้วยหรือไม่นายชูชาติ ทิพย์จันทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยส้ม กล่าวว่า การควบเด็กนักเรียนทั้ง 2 โรงเรียนมาเรียนรวมกัน ผู้ปกครอง คนในชุมชนไม่คัดค้านแต่อย่างใด ซึ่งโรงเรียนบุปผาราม ห่างจากโรงเรียนบ้านห้วยส้ม 3 กิโลเมตร ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางของเด็กนักเรียน แต่เดิมโรงเรียนบุปผารามมีนักเรียนทั้งหมด 24 คน ผู้บริหาร 1 คน ครู 1 คน โรงเรียนบ้านห้วยส้ม มีนักเรียน 155 คน ผู้บริหาร 1 คน ครู 8 คน เมื่อมีการควบรวมกัน ทำให้ปัจจุบันโรงเรียนบ้านห้วยส้ม มีผู้บริหาร 1 คน ครู 10 คน เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงชั้นประถมปีที่ 6 แต่ยังขาดครูวิชาภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวม ในสังกัดสำนักงานพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 4 มีโรงเรียนที่ควบรวมกัน 2 แห่ง ดังนี้

1.โรงเรียนวัดบุปผาราม เรียนรวมโรงเรียนบ้านห้วยส้ม

2.โรงเรียนวัดหนองครอบเรียนรวมโรงเรียนวัดโรงวัว

ด้านโรงเรียนวัดโรงวัว มีนายนิเทศก์ ธาตุอินทร์ ผอ.โรงเรียนวัดโรงวัว บริหารจัดการสถานศึกษา เผยว่ามีนักเรียนโรงเรียนวัดหนองครอบนำนักเรียนมาเรียนรวม และวันนี้มีผู้ปกครองนักเรียน ผู้นำขุมชน เข้าร่วมประชุมได้พบปะพูดคุยกับท่าน เลขานุการ รมว.ศธ.พันเอกณัฐพงษ์ เพราแก้ว ต่างพูดว่าเห็นด้วยที่ลูกหลาน จะได้มีเพื่อนใหม่จำนวนมากขึนและสบายใจที่ตั้งโรงเรียนไม่ไกลจากบ้านพัก

ทีมงานประชาสัมพันธ์เฉพาะกิจ ภาพและข่าว

12 กันยายน 2559

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ