Archive

Author Archive

พิธีพระราชทานปริญญาบัตรให้สถาบันการอาชีวศึกษา รุ่นที่ ๑

2.jpg

การจัดการศึกษาในระดับปริญญาตรีของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นการจัดการศึกษาในรูปแบบทวิภาคี ที่จัดการศึกษาร่วมกับสถานประกอบการชั้นนำที่ได้มาตรฐาน โดยใช้หลักสูตรที่แตกต่างจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วไป นั่นคือ หลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต (Bachelor of Technology) ผู้ที่จบการศึกษาจะได้รับวุฒิการศึกษา สายเทคโนโลยีบัณฑิต อักษรย่อ ทล.บ. ซึ่งผู้ที่จบการศึกษาจะเป็นผู้ที่มีความรอบรู้ มีสมรรถนะในการปฺฏิบัติ และพัฒนางานในระดับเทคโนโลยี สามารถปฏิบัติงานและเป็นผู้ควบคุมการปฏิบัติงานได้ หรือประกอบอาชีพอิสระ และพัฒนาตนเองให้มีความก้าวหน้าทางวิชาการและวิชาชีพ รวมทั้งเป็นผู้ที่มีคุณธรรม จริยธรรมในการประกอบอาชีพ และมีจิตอาสาในการช่วยเหลือสังคม ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นองค์กรภาครัฐ ที่มีบทบาทสำคัญในการผลิตบุคลากร ตั้งแต่ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ถึงระดับปริญญาตรี ที่มีความรู้ ทักษะฝีมือและความเชี่ยวชาญทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ซึ่งบุคลากรเหล่านี้ จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนและยกระดับการพัฒนาประเทศให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จแทนพระองค์ในการพระราชทานปริญญาบัตรให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สายเทคโนโลยี จากสถาบันการอาชีวศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ทั้ง 23 แห่ง ในวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ.2560 ซึ่งจะจัดขึ้น ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี โดยผู้ที่จะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร เป็นผู้สำเร็จการศึกษาตั้งแต่ปีการศึกษา 2557 ถึง ปีการศึกษา 2559 รวมเป็นจำนวน 3,200 คน โดยแบ่งเป็นปีการศึกษา 2557 จำนวน 508 คน, ปีการศึกษา 2558 จำนวน 987 คน และปีการศึกษา 2559 จำนวน 1,705 คน และผลสำเร็จในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากแผนยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาด้านวิชาชีพของอาชีวศึกษา ให้ดำเนินการจัดการศึกษาต่อเนื่องได้ถึงระดับปริญญาตรี โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการอาชีวศึกษา ปี พ.ศ. 2551 ให้สถาบันการอาชีวศึกษาเป็นสถาบันอุดมศึกษาด้านวิชาชีพและเทคโนโลยี มีเป้าหมายหลักในการผลิตและพัฒนากำลังคนให้เป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรม เป็นบัณฑิตนักเทคโนโลยีสายปฏิบัติการ ที่สอดคล้องกับความต้องการของกำลังคนของประเทศ “สังคมดำรงอยู่ได้ด้วยการกระทำประโยชน์เกื้อกูลกัน และทุกคนที่อยู่ร่วมกันย่อมเป็นทั้งผู้รับและผู้ให้ประโยชน์ บัณฑิตในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม และเป็นบุคคลที่สังคมยอมรับในความรู้ความสารมารถ จึงควรประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นประโยชน์แก่สังคมทุกเมื่อ” พระบรมราโชวาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดิทรเทพยวรางกูร เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ.2550

กลุ่มประชาสัมพันธ์ / 9 พฤษภาคม 2560

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

Advertisements

สอศ.-กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมอบทุนต่อเนื่องปีที่ ๑๐ ปั้นช่างเทคนิควิศวะเคมี

0.JPG

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) รับมอบเงินทุนสนับสนุนจากกลุ่มอุตสาหกรรม ปิโตรเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 8,500,000 บาท ประจำปีการศึกษา 2560 เพื่อใช้ในโครงการพัฒนาช่างเทคนิควิศวกรรมเคมี Vocational Chemical Engineering Practice College (V-ChEPC) วิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุด ณ ห้องประชุม 5 สอศ. กรุงเทพมหานคร ดร.ประชาคม จันทรชิต รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่าโครงการพัฒนาช่างเทคนิควิศวกรรมเคมี หรือวีเชฟ ซึ่งจัดการเรียนการสอน ณ วิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุด จังหวัดระยอง ได้รับการยอมรับว่าเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จมากในการพัฒนานักศึกษาอาชีวะ สาขาปิโตรเคมี ให้เป็นคนเก่งทั้งทักษะวิชาชีพ คุณธรรม จริยธรรม มีกระบวนการคิดและวิธีทำงานที่เป็นระบบ โดยมีรูปแบบการเรียน การสอนด้วยการพัฒนากระบวนการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์ด้วยปัญญา (Constructionism) ที่พัฒนาทักษะชีวิต เชื่อมโยงกับโลกการทำงาน และการจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีมาอย่างเข้มแข็งต่อเนื่องถึงปัจจุบันระยะเวลา10 ปี ซึ่งเป็นระยะที่ 4 (พ.ศ.2560-2562) ซึ่งผู้สำเร็จการศึกษามีงานรองรับทั้งหมด คิดเป็น 100 % และได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าผู้สำเร็จการศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ในระดับเดียวกันรองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวต่อไปว่าในปีที่ 10 มีบริษัทในกลุ่มปิโตรเคมีสนับสนุนมอบทุนเพื่อสานต่อความร่วมมือโครงการวีเชฟ ระยะที่ 4 (ปี 2560-2562) ได้มอบเงินสนับสนุนจัดการเรียนการสอนประจำปีการศึกษา 2560 รวมจำนวนทั้งสิ้น 8,500,000 บาท ดังนี้บริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) มอบให้ปีละ 3,500,000 บาท บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด มอบให้ปีละ 2,000,000 บาท บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) มอบให้ปีละ 1,000,000 บาท กลุ่มบริษัท อูเบะ (ประเทศไทย) มอบให้ปีละ 500,000 บาท กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย มอบให้ปีละ 500,000 บาท และบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) มอบให้ปีละ 1,000,000 บาท โครงการพัฒนาช่างเทคนิควิศวกรรมเคมี Vocational Chemical Engineering Practice College (V-ChEPC) ฯ ได้เริ่มโครงการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน อันได้แก่ วิทยาลัยเทคนิค (วท.) มาบตาพุด สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มูลนิธิศึกษาพัฒน์ กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ในการผลิต พัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา โดยเฉพาะช่างเทคนิคที่มีความสามารถเฉพาะทางด้านปิโตรเคมี ปัจจุบันมีนักศึกษาสำเร็จการศึกษาแล้วทั้งหมด 8 รุ่น จำนวน 280 คน ก้าวต่อไปของการพัฒนาโครงการฯ คือการสนับสนุนให้เป็นสถาบันเฉพาะทางด้านการผลิตและพัฒนาช่างเทคนิคปิโตรเคมี (Center of Excellence) เป็นศูนย์ทดสอบและพัฒนามาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพช่างเทคนิคปิโตรเคมี ได้รับการยอมรับในระดับสากล ขณะนี้ได้เริ่มทดลองรับนักศึกษาต่างชาติ (ติมอร์) เข้าเรียนเป็นปีแรก และกำลังพัฒนาความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในประเทศเยอรมนี เพื่อยกระดับคุณภาพมาตรฐาน ื กลุ่มประชาสัมพันธ์ / 8พฤษภาคม 2560

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

ปลื้มนักศึกษาวิทยาลัยช่างทองหลวงจิตอาสาถวายงานสลักดุนเฟื่องระย้า

4.jpg

ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า ตามที่สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ได้ประกาศรับสมัครอาสาสมัครร่วมปฏิบัติงานจัดสร้างพระโกศจันทน์และงานศิลปกรรมเครื่องประกอบพระเมรุมาศในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้มีนักศึกษากาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง ระดับปวช.และปวส. สาขาวิชาช่างทองหลวง ได้มาสมัครเป็นจิตอาสาและได้รับการคัดเลือกจากกรมศิลปากร จำนวน 30 คนให้ปฏิบัติงานในส่วนของการสร้างฉัตรโลหะประกอบพระเมรุมาศ (งานโลหะและงานบุดุน) รับหน้าที่ในการสลักดุนเฟื่องระย้าเงินประดับพระที่นั่งราเชนทรยาน พระที่นั่งราเชนทรยานน้อย และราชรถน้อย จำนวน 3 องค์ องค์ละ 12 ชุด รวม 36 ชุด ซึ่งทำจากโลหะเงินนำมาบุดุน เป็นลายใบเทศ จากนั้นนำไปฉลุลาย ประดับกระจก แล้วจึงนำไปประดับตกแต่งในส่วนบุษบก โดยเริ่มปฏิบัติงานมาตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม พ.ศ.2560 ทั้งนี้ นักศึกษากาญจนาภิเษกวิทยาลัยช่างทองหลวงทุกคนที่ได้รับการคัดเลือกดังกล่าวมีทักษะฝีมือและมีความชำนาญการในด้านโลหะและงานบุดุนตามหลักสูตรที่วิทยาลัยจัดการเรียนการสอน นางสาวนภัสชนา รัตนศรีชัยวรา นักศึกษาระดับชั้นปวส.2 สาขาช่างทองหลวง เล่าว่า ได้เข้ามาทำงานเป็นจิตอาสา เพราะทางสำนักช่างสิบหมู่ได้ประกาศรับสมัครจิตอาสาทำเครื่องประกอบพระเมรุมาศ อาจารย์จึงได้ประชาสัมพันธ์ให้นักเรียนทราบ ตนเองรู้สึกว่าเป็นครั้งเดียวในชีวิตที่จะได้ทำถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งจะสร้างความภาคภูมิใจ ไม่ใช่แค่ตัวเราแต่พ่อแม่ก็จะปลื้มปิติไปด้วยที่เราได้มีโอกาสมาทำงานถวายเพราะเป็นการทำงานที่สำคัญและยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ทุกคนที่ทำได้แต่เราโชคดีที่เรียนสาขางานช่างทองหลวงถึงได้รับการคัดเลือกเข้ามา เพราะไม่ต้องมาหัดทำหรือฝึกใหม่ เป็นงานที่เรียนอยู่แล้ว จึงคิดว่าเป็นความโชคดีและเป็นบุญของเราจริง ๆ ที่ได้ถวายงานในหลวงรัชกาลที่ 9 นายณรงค์ฤทธิ์ จิระไวทยะ นักศึกษาระดับชั้น ปวส.2 สาขาช่างทองหลวง เล่าว่า ตั้งแต่ผมทราบข่าว ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต ผมรู้สึกเสียใจมาก จึงอยากจะตอบแทนบุญคุณของพระองค์ท่านที่มีต่อประชาชนชาวไทย พอดีได้ทราบข่าวจากวิทยาลัยว่าสำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร ประกาศรับสมัครจิตอาสาที่มีความสามารถในด้านงานโลหะ (งานบุดุนโลหะ) ผมจึงได้ตัดสินใจสมัครทันทีเพื่อมาเป็นส่วนหนึ่งในการจัดสร้างพระโกศจันทน์และงานศิลปกรรมเครื่องประกอบพระเมรุมาศ ซึ่งผมได้รับหน้าที่สลักดุนเฟื่องระย้า เพื่อนำไปประดับในส่วนของพระที่นั่งราเชนทรยาน พระที่นั่งราเชนทรยานน้อย และราชรถน้อย ผมรู้สึกภูมิใจมากที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งในงานครั้งนี้ และผมยังได้ใช้ทักษะและความสามารถที่ได้เรียนมาเฉพาะทางในงานครั้งนี้ด้วย นับเป็นเกียรติแก่ตัวผมและเป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูลอย่างยิ่ง เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ยังกล่าวปิดท้ายอีกว่า ได้มอบให้กาญจนภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง ช่วยดูแลนักเรียนนักศึกษาที่เป็นจิตอาสาทุกคนอย่างดีจนกว่างานจะแล้วเสร็จและยังได้ให้นักเรียนนักศึกษาฝึกงานที่มีความบกพร่องทางการได้ยินแต่มีฝีมือด้านงานศิลปกรรมเข้ามาช่วยงานที่มีความสำคัญยิ่งครั้งนี้ด้วย กลุ่มประชาสัมพันธ์ / 25 เมษายน 2560

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

อาชีวะ ร่วมปตท. เปิด ๕๙ ศูนย์ จูน อัพเครื่องยนต์ประหยัดพลังงาน

%E0%B8%9B%E0%B8%81.JPG

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดโครงการพีทีที เอนจิ้น จูน อัพ 2560 ( PTT Engine Tune Up 2017) มาตรการประหยัดพลังงานเพื่อประชาชนประจำปี 2560 ให้บริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ 25 รายการ เริ่มแล้ววันนี้ 3 -10 เมษายน 2560 ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น. ไม่คิดค่าแรง ณ ศูนย์จูนอัพ สถานีบริการน้ำมัน ปตท. บนถนนสายหลัก 59 ศูนย์ทั่วประเทศ เตรียมพร้อมรองรับการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์

นายวณิชย์ อ่วมศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า โครงการพีทีที เอนจิ้น จูน อัพ 2560 ( PTT Engine Tune Up 2017) มาตรการประหยัดพลังงานเพื่อประชาชนประจำปี 2560 เพื่อสนองนโยบายรัฐในการรณรงค์สร้างจิตสำนึก ให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการประหยัดพลังงาน เพิ่มความปลอดภัย ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ตลอดจน เป็นการฝึกทักษะความชำนาญ และสร้างจิตอาสาให้นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา นำความรู้วิชาชีพไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ตั้งเป้าบริการได้ไม่น้อยกว่า 135 ,000 คันโดย สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้จัดส่ง 59 ทีม ประกอบด้วยครู นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา รวม 354 คน ประจำสถานีบริหารน้ำมัน ปตท. สถานีละ 1 ทีม พร้อมด้วยอุปกรณ์ด้านช่างยนต์ ออกให้บริการตรวจสภาพรถยนต์แก่ประชาชน 25 รายการ ณ สถานีบริการน้ำมันของ ปตท. จำนวน 59 แห่ง ในพื้นที่ 35 จังหวัด นอกจากนี้ยังสามารถรับบริการเพิ่มเติมตรวจเช็คสภาพมาตรฐานความปลอดภัย 15 ขั้นตอนโดยช่างของศูนย์ได้ที่ศูนย์บริการ โปรเช็ค ( ProCheck) จำนวน 57 แห่ง และตรวจเช็คเครื่องยนต์ จำนวน 24 รายการโดยช่างของศูนย์ได้ที่ ฟิต ออโต้ ( Fit Auto) จำนวน 26 แห่ง สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักความร่วมมือ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โทร. 0 2281 5555 ต่อ 1394 หรือดูรายละเอียดได้ที่ http://www.vec.go.th, http://www.pttplc.com, PTT Contact Center 1365 โครงการพีทีที เอนจิ้น จูน อัพ ( PTT Engine Tune Up) เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2547 เป็นโครงการที่ทีมครูนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาออกให้บริการตรวจสภาพรถยนต์ฟรีแก่ประชาชน โดยใช้ช่วงเวลาว่างจากการปิดภาพเรียนให้เกิดประโยชน์แก่สังคมและจากสถานการณ์ราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานจึงได้ประกาศมาตรการประหยัดพลังงานเพื่อประชาชน เพื่อรณรงค์สร้างจิตสำนึกในเรื่องของการประหยัดพลังงานทั้งในเรื่องของไฟฟ้าและน้ำมัน และช่วยลดผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน ซึ่งโครงการฯ นี้ถือเป็นหนึ่งในมาตรการประหยัดพลังงานทางด้านสังคมแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชนคนไทยที่ใช้รถยนต์ทุกคน ให้ตระหนักถึงการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยลดอุบัติเหตุจาการขับขี่ ตลอดจนช่วยในเรื่องของปัญหามลภาวะทางอากาศ

ในปี พ.ศ. 2559 ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-31 ธันวาคม 2559 มีประชาชนนำรถยนต์ ผ่านการตรวจสภาพเป็นประจำทุก 6 เดือน จำนวน 120 ,230 คัน สามารถลดการใช้น้ำมันได้ถึงร้อยละ 5 โดยคำนวณจากแต่ละคันใช้น้ำมันเฉลี่ยวันละ 4 ลิตร ประหยัดปีละกว่า 8.7 ล้านลิตร คิดเป็นการประหยัดเงินตราต่างประเทศมากกว่า 208 ล้านบาท (ประมาณการราคาน้ำมันลิตรละ 23.80 บาท) นอกจากนั้น โครงการนี้จะช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ถึง18 ,957 ,866.40 23 ล้านกิโลกรัม/ปี หรือ 18 ,957 ตัน/ปี (ประหยัดน้ำมัน 1 ลิตร สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ ได้ 2.16 กิโลกรัม) โดยมีการให้บริการตรวจสภาพรถยนต์เพื่อประหยัดพลังงาน ผ่านศูนย์อาชีวศึกษา-พีทีที เอนจิ้น จูน อัพ ( PTT Engine Tune Up 2016) เมื่อวันที่ 28 มีนาคม-6 เมษายน 2559 จำนวนทั้งสิ้น 8 ,277 คัน ผ่านศูนย์บริการโปรเช็ค ( ProCheck) จำนวน 86 แห่ง และ ฟิต ออโต้ ( Fit Auto) จำนวน 14 แห่ง จำนวน 111 ,953 คัน

กลุ่มประชาสัมพันธ์ 3 เมษายน 2560

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

สัมมนาหลักสูตร ฮอนด้า สมาร์ท เทคโนโลยี หนึ่งร้านสร้างสรรค์ หนึ่งสถาบันสร้างสังคม (ODOC)

%E0%B8%9B%E0%B8%81.jpg

นายวณิชย์ อ่วมศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานเปิดอบรม หลักสูตร ฮอนด้าสมาร์ทเทคโนโลยี PCX150,rebel,MSX 125SF โครงการหนึ่งร้านสร้างสรรค์ หนึ่งสถาบันสร้างสังคม “One Dealer One College” กล่าวว่า การจัดอบรมสัมมนา โครงการ ฯ ดังกล่าว เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน นักศึกษาและครู จากการรายงานผลของผู้รับผิดชอบโครงการ ทั้ง 4 โครงการย่อย (1. โครงการสนับสนุนสื่อการเรียนการสอนและอบรมเทคโนโลยีรถจักรยานยนต์ฮอนด้าให้กับสถานศึกษาในสังกัด สอศ. 2. โครงการอุบัติเหตุเป็นศูนย์ เริ่มที่ตัวคุณ Zero Accident) การรณรงค์ลดอุบัติเหตุในสถาบันการศึกษา 3.โครงการสนับสนุนการแข่งขันฮอนด้าประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง (Honda Eco Mileage Challenge) 4.โครงการ การสร้างอาชีพให้กับนักศึกษา และได้รับการพัฒนาฝีมืออย่างเป็นระบบ)

ได้ให้โอกาสนักเรียน นักศึกษาได้รับความรู้ทางด้านเทคโนโลยี ให้สถานที่ฝึกงาน ทำให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์ตรง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการประกอบอาชีพในอนาคต การอบรมให้ความรู้ในด้านการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย

ด้านนายสุชาติ อรุณแสงโรจน์ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับโครงการ ฯ ดังกล่าวนี้ หลักสูตรสมาร์ทเทคโนโลยี ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ให้ครูสังกัดอาชีวศึกษา ซึ่งทางบริษัทอัพเดทข้อมูลรู้เท่าทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง และมอบสื่อฉบับเต็มให้กับครูผู้สอน สามารถนำไปใช้ได้ทันที่ พร้อมทั้งจัดให้ครูได้ฝึกภาคปฏิบัติจริง เกี่ยวกับ สมาร์ทคีย์ ที่นำเทคโนโลยีในรถยนต์หรูเข้ามาใช้ในรถจักรยานยนต์เป็นเจ้าแรก และน้องใหม่ล่าสุด คือ MSX125 ซึ่งได้นำเทคโนโลยี ของ ABS ลงใน Mini Bike เป็นครั้งแรกในไทย และถ่ายทดนวัตกรรมป้องกัน ล้อกระดก จาก CBR1000 ลงใน MSX125 SF รุ่นใหม่นี้ด้วย การอบรมหลักสูตร ฮอนด้าสมาร์ทเทคโนโลยี PCX150,rebel,MSX 125SF โครงการหนึ่งร้านสร้างสรรค์ หนึ่งสถาบันสร้างสังคม “One Dealer One College” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-24 มีนาคม 2560 ณ ศูนย์ขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า กรุงเทพ //// กลุ่มประชาสัมพันธ์ 21 มีนาคม 2560

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

สอศ.จับมือ IRCT group ร่วมปั้นนักศึกษาทวิภาคี

1.jpg

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมกับกลุ่มบริษัท IRCT จัดงาน “IRCT group : Step to Thailand 4.0 with DVE”และพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่นักศึกษาอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ประจำปี 2559 ณ บริษัท อีโนเวรับเบอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (วังน้อย) โดยมี ดร.อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ประธานกรรมการการอาชีวศึกษา และนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานกรรมการบริษัท ฯ ร่วมเป็นเกียรติในงาน ดร.อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ประธานกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สื่บเนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายในการผลิตและพัฒนากำลังคน โดยส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีศักยภาพสูงสุด โดยเฉพาะนักศึกษาอาชีวะที่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ให้มีสมรรถนะ ทักษะวิชาชีพ ตรงกับความต้องการของสถานประกอบการ ผ่านการจัดการศึกษาระบบทวิภาคี ซึ่งกลุ่มบริษัท IRCT ได้ร่วมกับ สอศ. สานรับนโยบายดังกล่าว โดยในปี 2559 บริษัทได้จัดทำโครงการความร่วมมือกับสอศ. ในการรับนักศึกษาระบบทวิภาคีเป็น ปีแรก ประกอบกับบริษัท ฯ มีนโยบายในการพัฒนาโรงงานให้เป็นโรงงานอัจฉริยะ หรือ Smart Factory โดยพัฒนาเครื่องจักรและกระบวนการการผลิตให้เป็นระบบอัตโนมัติทั้งหมด ซึ่งโครงการจัดการศึกษาระบบ ทวิภาคีนี้ เป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาบุคลากรให้มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการของบริษัทได้มากที่สุด การพัฒนาคนเป็นรากฐานที่สำคัญของการพัฒนาประเทศ จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า โครงการนี้ จะช่วยพัฒนาองค์กรและประเทศ ไปสู่เป้าหมายที่ยั่งยืนและเพื่อให้เกิดความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ในปี 2560 นี้ บริษัทจึงร่วมกับคณะอนุกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา หรือ อ.กรอ.อศ. ในกลุ่มอาชีพยานยนต์และชิ้นส่วนร่วมกับกลุ่มอาชีพอื่นๆ อีก 35 กลุ่ม ดำเนินการจัดทำรูปแบบพัฒนาโรงงานให้เป็นโรงเรียน เพื่อเติมเต็มทักษะฝีมือและทักษะการทำงานให้กับนักศึกษาอาชีวะได้เต็มที่เพื่อก้าวเข้าสู่ Thailand 4.0

ซึ่งในปี 2559 ที่ผ่านมา กลุ่มบริษัท IRCT เปิดโอกาสให้นักศึกษาระบบทวิภาคีจำนวน 26 คน จาก 3 สถานศึกษา เข้าฝึกอบรมประสบการณ์วิชาชีพกับบริษัท ฯ ได้แก่ สาขาช่างไฟฟ้า 9 คน จากวิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์ สาขาเทคนิคการผลิต จำนวน 4 คน จากวิทยาลัยเทคนิคสระบุรี และสาขาแมคคาทรอนิกส์ จำนวน 13 คน จากวิทยาลัยเทคนิคท่าหลวงซีเมนต์ไทยอนุสรณ์ ซึ่งหลังจากฝึกแล้วนักศึกษา ได้นำเสนอผลงานโดยแบ่งเป็น 13 กลุ่ม และมี 4 กลุ่มที่มีผลงานโดดเด่น ได้แก่ เช่น การประดิษฐ์ม้วนยางอัตโนมัติแทนการใช้แรงงานคน จากวิทยาลัยเทคท่าหลวงซิเมนต์ไทยอนุสรณ์ เครื่องคัดแยกขนาดเม็ดยางสีสังเคราะห์ จากวิทยาลัยเทคนิคสระบุรี การประดิษฐ์ไฟฉาย LED จากวิทยาลัยเทคนิคท่าหลวงซิเมนต์ไทยอนุสรณ์ และการประดิษฐ์เสื้อเตือนภัยสำหรับตรวจจับกระแสไฟฟ้า จากวิทยาลัยเทคนิคบุรีรัมย์ โดยได้มีการจัดสรรนักศึกษาจากสาขาต่างๆ เข้าร่วมฝึกปฏิบัติงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้นักศึกษาได้รับประโยชน์จากการฝึกอย่างสูงสุด สามาถนำความรู้และทักษะไปใช้ประโยชน์ในอาชีพหรือการศึกษาต่อไปในอนาคต กลุ่มประชาสัมพันธ์ 28 กุมภาพันธ์ 2560

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

อาชีวะร่วมจัดงาน “เสมาร่วมใจ ทำดีเพื่อพ่อ : ฝึกอาชีพตามรอยพ่อ”

February 16, 2017 Leave a comment

DSC_3443.JPG

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมจัดงาน “เสมาร่วมใจ ทำดีเพื่อพ่อ : ฝึกอาชีพตามรอยพ่อ”เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเผยแพร่องค์ความรู้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยมีนายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิด และดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษานำสถานศึกษาในสังกัด ร่วมงาน ณ บริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษม ด้านข้างกระทรวงศึกษาธิการ

ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้นำกิจกรรมมาร่วมในงานครั้งนี้ ได้แก่ การจัดนิทรรศการผลิตผล ผลิตภัณฑ์การจัดการอาชีวศึกษา อาทิ เมนูทรงโปรดรัชกาลที่ 9 โดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา /ขนมจีนน้ำยา น้ำพริก หมี่กรอบ เฉาก๊วยโบราณ เค้กโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี /ผัดไทย และหมี่กรอบโบราณโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาฉะเชิงเทรา /ขนมไทย เบเกอรี่ ซาลาเปาโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษากาญจนบุรี / ต้นไม้ ไอศกรีม ผลไม้ ลำไยโดยวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสระแก้ว / กาแฟโบราณโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษานครศรีธรรมราช / ข้าวสารโดยวิทยาลัยเทคนิคสุรินทร์ / ผ้าไหมโดยวิทยาลัยสารพัดช่างสุรินทร์ / เครื่องไม้ ผลิตภัณฑ์จากไม้โดยวิทยาลัยเทคนิคนครสวรรค์ วิทยาลัยเทคนิคอุตรดิดถ์ และวิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชร การสาธิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาชีวศึกษา อาทิ เครื่องประดับเงิน ถมเงินโดยกาญจนาภิเษกวิทยาลัยช่างทองหลวง / เครื่องหนังโดยวิทยาลัยศิลปหัตถกรรมกรุงเทพ / ภาพวาดคนเหมือนโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี / ผลิตภัณฑ์ด้านคหกรรมและศิลปประดิษฐ์โดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาชลบุรี / ขนมเปี๊ยะปิ้งกับลูกชุบโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี / ข้าวเม่าโดยวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานี และเครื่องแต่ง เครื่องหอม งานศิลปะโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาพระนครศรีอยุธยา การฝึกอบรม 108 อาชีพ อาทิ การผสมเครื่องดื่มโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี / ยาดมสมุนไพรโดยวิทยาลัยสารพัดช่างกาญจนบุรี /สับปะรดผ้าไทยโดยวิทยาลัยสารพัดช่างพระนครศรีอยุธยา /การประดิษฐ์ศิลปประดิษฐ์โดยวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุทัยธานี /พวงกุญแจดอกทิวลิปโดยวิทยาลัยการอาชีพนายายอาม /ของชำร่วยและดอกไม้ประดิษฐ์โดยวิทยาลัยการอาชีพฝาง /การทำพุ่มทองน้อยด้วยเมล็ดข้าวเปลือกโดยวิทยาลัยสารพัดช่างชุมพร/ คอนเฟลกเพื่อสุขภาพโดยวิทยาลัยสารพัดช่างลพบุรี / การทำดอกกระเจียวจากริบบิ้นโดยวิทยาลัยสารพัดช่างระยอง /กัมมี่ เยลลี่โดยวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกาญจนบุรี /ข้าวเหนียวมูน 7 สีโดยวิทยาลัยสารพัดช่างสระบุรี / พานพุทธบูชาโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก / ช้างกระโอ๊บโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ / ธุรกิจเพาะต้นอ่อนทานตะวันโดยวิทยาลัยสารพัดช่างสมุทรปราการ / งานประดิษฐ์พวงกุญแจจากเศษผ้าโดยวิทยาลัยสารพัดช่างนครศรีธรรมราช / การตกแต่งกระเป๋าด้วยกระดาษแนบกิ้นโดยวิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม/ สลัดโรลโดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี /ขนมครกข้าวไรซ์เบอรี่โดยวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย การจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ “เศรษฐกิจพอเพียง” โดยวิทยาลัยการอาชีพวังไกลกังวล และการจัดตกแต่งสวนหย่อมบริเวณหน้างานโดยวิทยาลัยการอาชีพวังไกลกังวล วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีบุรีรัมย์ และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสารคาม ทั้งนี้ ขอเชิญชวนนักเรียน นักศึกษา ประชาชนและผู้สนใจเข้าร่วมฝึกอาชีพและเที่ยวชมงาน “เสมาร่วมใจ ทำดีเพื่อพ่อ : ฝึกอาชีพตามรอยพ่อ”ระหว่างวันที่ 15 – 17 กุมภาพันธ์ 2560 ตั้งแต่ 08.30 – 17.00 น. ณ บริเวณริมคลองผดุงกรุงเกษม ด้านข้างกระทรวงศึกษาธิการ

กลุ่มประชาสัมพันธ์ 15 กุมภาพันธ์ 2560

ขอบคุณแหล่งข้อมูล: สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา